โปรโมชั่น โตโยต้า 31 กรกฏาคม 2559

98745632114789789
โตโยต้า โชคชุ่มฉ่ำ กระหน่ำรับฝน

ทดลองขับ รับฟรี! ข้าวรัชมงคล *
ซื้อรถโตโยต้าวันนี้ *** ลุ้นรับบัตรกำนัล 20,000 บาท พิเศษ x2 เท่ามูลค่า 40,000 บาท
รวมรางวัล 100 รางวัล มูลค่ารวม 30,000,000 บาท

ระยะเวลาถึง 31 กรกฏาคม 2559

เงื่อนไขต่างๆ

* สำหรับผู้ทดลองขับรถโตโยต้าทุกรุ่นตั้งแต่ 12 มิ.ย. – 31 ก.ค. 59 โดยต้องลงทะเบียนทดลองขับจากพนักงานขายเพื่อรับข้าวรัชมงคล มูลค่า 90 บาท
• ลูกค้าที่รับข้าวจากกิจกรรม “พาเหรดความสุขจากโตโยต้า” แล้วไม่สามารถรับข้าวจากกิจกรรม “โชคชุ่มฉ่ำ กระหน่ำรับฝน” ได้ สงวนสิทธิ์ 1 ท่านต่อ 1 สิทธิ์

** กิจกรรมลุ้นรับบัตรกำนัล : ผู้มีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลคือผู้ที่จองรถโตโยต้าทุกรุ่น ตั้งแต่ 12 มิ.ย. – 31 ก.ค. 59 และออกรถภายใน 31 ส.ค. 59 ยกเว้นรถรับจ้าง รถเช่า รถที่ซื้อขายภายใต้เงื่อนไขพิเศษอื่นๆ และรถขาย Fleet
• สำหรับลูกค้าทั่วไปลุ้น 20,000 บาท 500 รางวัล และลูกค้าเก่าโตโยต้าลุ้น 40,000 บาท 500 รางวัล (ตรวจสอบจากสมุดจดทะเบียนรถคันเก่าซึ่งมีชื่อลูกค้าเป็นผู้ครอบครองในปัจจุบัน) รวม 1,000 รางวัล มูลค่า 30,000,000 บาท
• จับรางวัล ณ บจก. โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย 87/2 ถ.วิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม. 10330 วันที่ 21, 28 มิ.ย. , 5, 12, 20, 26, ก.ค. และ 2 ส.ค. 59 และประกาศรายชื่อทาง www.toyota.co.th วันที่ 24 มิ.ย., 1, 8, 15, 22, 29 ก.ค., 5 ส.ค. 59
• ผู้โชคดีติดต่อยืนยันสิทธิ์ที่ ฝ่ายการตลาดรถยนต์นั่ง โทร 0-2305-2287 ในวันเวลาทำการ โดยต้องส่งสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน พร้อมสำเนาสมุดจดทะเบียนที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือครอบครองรถภายใน 15 ก.ย. 59
• ผู้โชคดีต้องชำระภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5% ของมูลค่ารางวัล
• ชื่อ-นามสกุลผู้โชคดีต้องตรงกับชื่อในเอกสารทั้งหมดที่ใช้รับรางวัล

รางวัลไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือสิ่งของอื่นได้ ในกรณีมีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้ถือว่าคำตัดสินของคณะกรรมการเป็นที่สิ้นสุด พนักงานบริษัทฯ พนักงานของผู้แทนจำหน่ายฯ และคณะกรรมการดำเนินงานพร้อมครอบครัวไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมรายการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โชว์รูมผู้แทนจำหน่าย โตโยต้าใกล้บ้าน หรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ 0-2386-2000 หรือโทร. ฟรีต่างจังหวัดเฉพาะหมายเลขที่ใช้รหัสทางไกล ที่หมายเลข 1800-238-444 ให้บริการลูกค้า 24 ชม. ทุกวัน หรือบริการข้อมูลทาง toyota.co.th

 

มองโลกอย่างไร ได้ชีวิตอย่างนั้น พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี)

789944455696

ในโลกนี้มีวิธีคิดอยู่หลายแบบ วิธีคิดแต่ละแบบก็มีจุดดี จุดด้อย แตกต่างกันไป วิธีคิดที่คนส่วนใหญ่รู้จักก็มีอยู่ ๓ แบบ ได้แก่

๑. วิธีคิดแบบมองโลกในแง่ดี
๒. วิธีคิดแบบมองโลกในแง่ร้าย
๓. วิธีคิดแบบมองโลกตามความเป็นจริง

วิธีคิดแบบมองโลกในแง่ดี ก็คือ การรู้จักมองหาคุณค่า หรือแง่ดี แง่งาม ท่ามกลางสภาวะที่ไม่พึงประสงค์ เช่น เมื่อตกอยู่ท่ามกลางวิกฤติ ก็ให้รู้จักมองหาโอกาส หรือเมื่อต้องทำงานหนัก ก็ให้มองว่า งานหนักจะมาพร้อมกับความเชี่ยวชาญ หรือเมื่อต้องพบกับอุปสรรคมากมายในชีวิตก็ให้มองว่า นั่นคือการทดสอบจากพระเจ้า เมื่อสอบผ่านก็จะได้รับรางวัลก้อนใหญ่ หรือเมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ก็ให้คิดเสียว่า นั่นเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของคำแนะนำ หรือเมื่อต้องพบกับความผิดหวัง ก็ให้คิดเสียว่า เป็นวิธีที่ธรรมชาติกำลังมอบภูมิต้านทานในการดำรงชีวิต

การมองโลกในแง่ดี มีข้อดีก็คือ ทำให้เรารู้จักหาประโยชน์จากสิ่งที่ไร้ประโยชน์ หาสุขจากทุกข์ หาข้อดีท่ามกลางข้อเสีย การมองเช่นนี้ จะส่งผลให้มีกำลังใจในการสู้ชีวิตเหมือนที่มหาตมะ คานธี ถูกจับโยนลงจากรถไฟในแอฟริกาใต้ ในเวลาต่อมาท่านเล่าว่า เหตุการณ์เลวร้ายคราวนั้น ทำให้ท่าน “รู้จักคิด” จนท่านกล่าวว่า “ประสบการณ์ที่สร้างสรรค์ที่สุด มักเกิดจากบทเรียนที่เจ็บปวดที่สุด” การรู้จักมองโลกในแง่ดี จึงทำให้มีแรงบันดาลใจในการเผชิญหน้ากับความยุ่งยากของชีวิตได้เป็นอย่างดี

ท่านพุทธทาสภิกขุ เขียนกวีเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า

“เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา จงเลือกเอาส่วนที่ดีเขามีอยู่
เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย

จะหาคนมีดีโดยส่วนเดียว อย่ามัวเที่ยวค้นหาสหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหาหนวดเต่าตายเปล่าเลย ฝึกให้เคยมองแต่ดีมีคุณจริง”

วิธีคิดแบบมองโลกในแง่ร้าย ก็คือ การมองเห็นแต่จุดด้อยของสิ่งต่าง ๆ ซึ่งมักเกิดขึ้นจากความกังวลจนเกินเหตุ แต่วิธีคิดแบบนี้มีจุดแข็งก็คือ ทำให้เกิดการเฝ้าระวังในสิ่งที่กำลังคิดหรือทำอยู่ แต่จุดอ่อนก็คือ หากวิตกมากเกินไปก็ทำให้ไม่มีโอกาสได้ชื่นชมสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ในคน หรือสิ่งต่าง ๆ ในแง่จิตใจก็ทำให้จิตใจหดหู่ ท้อแท้หรือจิตตก ไม่มีกำลังใจในการลุกขึ้นมาทำอะไร หรือบางกรณีทำให้เป็นคนที่ยอมจำนนต่อปัญหา ยอมแพ้ต่ออุปสรรคทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ใช้ความเพียรพยายามอย่างถึงที่สุด

วิธีคิดแบบมองโลกตามความเป็นจริง ก็คือ การมองเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างตรงไปตรงมา ไม่สุดโต่งไปด้านดี หรือด้านร้ายตามความรู้สึกที่ตนคิดเอาเอง แต่เป็นการมองลงไปตรง ๆ ยังตัวปัญหาที่อยู่ตรงหน้าด้วยปัญญาที่เป็นกลาง แล้วใช้ปัญญาที่เป็นกลางนั้น แสวงหาวิธีแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล ซึ่งวิธีคิดเช่นนี้มีอยู่ในหมู่นักวิทยาศาสตร์ หรือปัญญาชนที่รักการใช้เหตุผลอย่างบริสุทธิ์ใจ ผลของวิธีการ มองโลกตามความเป็นจริงก็คือ สามารถแก้ปัญหาชีวิตได้จริงอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่อยู่กับความหวังมากเกินไปเหมือนการมองโลกในแง่ดี ไม่วิตกมากเกินไปจนไม่กล้าทำอะไรเหมือนการมองโลกในแง่ลบ แต่เป็นการอยู่กับความจริงที่เป็นจริงด้วยปัญญาแท้ ๆ และแก้ปัญหาชีวิตไปบนพื้นฐานข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา

วิธีคิดแบบมองโลกตามความเป็นจริง เป็นวิธีคิดหลักอย่างหนึ่งของพุทธศาสนา ซึ่งเรามักจะได้ยินผ่านวลีที่ว่า “จงมองโลกอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่อย่างที่เราอยากให้เป็น” ในวิธีคิดสามแบบนี้ วิธีคิดแบบที่สามนับว่ามีประโยชน์มากที่สุด เพราะเป็นวิธีคิดที่มุ่งแก้ปัญหาโดยไม่ก่อ ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง พูดอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นวิธีดับทุกข์ ไม่ใช่แค่กลบทุกข์

ถ้าความทุกข์ที่เกิดกับชีวิตเป็นของจริง วิธีที่จะดับทุกข์ ก็ต้องเป็นวิธีคิดแบบมองโลกตามความเป็นจริง ทุกข์จึงจะ ถูกดับหรือถูกกำจัดอย่างถอนรากถอนโคน เคยถามตัวเองบ้างไหมว่า เรากำลังใช้วิธีไหนในการดับทุกข์?.

เสี้ยววินาทีนั้นมีค่านัก

1110011151263456

ชีวิตคนเรานั้น ใน

1 ปี มีอดีต ปัจจุบัน อนาคต
1 เดือน ยังมี อดีต ปัจจุบัน อนาคต
1 วัน นั้นยังมี อดีต ปัจจุบัน อนาคต
1ชั่วโมง ยังมี อดีต ปัจจุบัน อนาคต
1นาที ยังมี อดีต ปัจจุบัน อนาคต
1วินาที ยังมี อดีต ปัจจุบัน อนาคต
แต่ 1 เสี้ยววินาทีนั้นมีเพียงปัจจุบันหรือความจริงเสมอ

ทุกชีวิตอยู่เพียงแค่เสี้ยววินาที หากอยากรู้ว่าอายุยืนกี่ปีก็ดูที่เสี้ยววินาทีนั้นหรือปัจจุบัน นั่นคือความจริงแท้แน่นอน ทุกก้าวย่าง ทุกอิริยาบถ ให้กำหนดรู้ รู้อะไรหนอ รู้ตามความเป็นไป รู้ตามความไหวนิ่งของกายกับจิต รู้ตามปัจจุบัน เมื่อก้าวย่างก็ย่างหนอ เมื่อจิตคิดก็คิดหนอ เมื่อปวดก็ปวดหนอ รู้อยู่อย่างนั้น รู้ทันอารมณ์ ทุกข์ สุข เฉย ๆ ให้กำหนด กำหนดลดกำหนัดตัดวงจรหยุด โลภ โกรธ หลง

เมื่อโลภ โกรธ หลง ไม่มี กามตัณหา ภาวตัณหา วิภาวตัณหา ก็ไม่เกิด ภพ ภูมิ ชาติ ชรา มรณะ ก็ย่อมไม่บังเกิดเช่นกัน
กายพร้อม วาจาพร้อม ใจพร้อม ศีลบริสุทธิ สติยึดครอง ร่องเรือปัญญา เทียบท่าอริยชน พ้นแดนทุกขวัฏฏสงสาร สู่นิพพานแดนสุขสงบว่างโล่งโปร่งเย็น

มโนธรรม

มโนธรรม

5546456

หัวใจต้นไม้คือดิน หัวใจมุนินคือธรรม
หัวใจพระคือความอดทน หัวใจคนคือความขยัน
ส่วนหัวใจของฉัน คือพระรัตนตรัย
อันมีพระพุทธผู้สูงล้ำ พระธรรมผู้สูงส่ง
พระอริยสงฆ์ ผู้ว่างโล่งโปร่งเย็น

Toyota Calya MPV 20 กม./ลิตร

Toyota-Calya-MPV7895646548789

ล่าสุดได้มัภาพเรนเดอร์ Toyota Calya MPV ออกมาให้ชมโดยภาพดังกล่าวถอดแบบจากภาพที่เราเคยนำเสนอไปบ้างแล้ว ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นว่าคล้ายๆ Toyota Avanza โฉมใหม่ จากข้อมูล Calya สร้างบนฐาน Toyota Agta ซึ่งวางตำแหน่งต่ำกว่า Toyota Avanza Toyota Calya มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 980-1,200 ซีซี และถูกปรับแต่งให้รักษาสิ่งแวดล้อม LCGC (Low Cost Green Car) ของอินโดนีเซีย โดยมีอัตราการสิ้นเปลือง 20 กม./ลิตร เลยทีเดียว

พระมหาไพรวัลย์ วัดสร้อยทอง เขียน “อนุสติจากการมรณภาพของหลวงพ่อคูณ”

78956154859789

พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ แห่งวัดสร้อยทอง เผยแพร่บทความ “อนุสติจากการมรณภาพของหลวงพ่อคูณ” ในเฟซบุ๊ก ถึงการจากไปของหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ แห่งวัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา มีใจความว่า

การมรณภาพของหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ หรือเรียกอย่างพระมีสมณศักดิ์ก็คือ พระเทพวิทยาคม แห่งวัดบ้านไร่ จังหวัดนครราชสีมา ได้นำความอาลัยมาสู่ชาวพุทธทั้งที่เป็นชาวบ้านและพระภิกษุสามเณรอยู่ไม่น้อย แม้เราจะทราบกันดีว่า ในมุมมองของศาสนาพุทธ ความตาย ถือเป็นเรื่องปกติสามัญที่สุดซึ่งมนุษย์ทุกคนจะต้องพบเจอเข้าจนได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

โดยเฉพาะก็สำหรับนักบวชอย่างพระด้วยแล้ว การมีชีวิตอยู่ก็คือการเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความตายได้ทุกเมื่อนั่นเอง แต่การจากไปของหลวงพ่อคูณในครั้งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นการสูญเสียบุคลากรที่มีคุณค่าของพระพุทธศาสนาไปอีกท่านหนึ่ง ย่อมเป็นสิ่งยากต่อการข่มใจไม่ให้รู้สึกถึงความอาลัยได้

ก่อนหน้าที่หลวงพ่อคูณท่านจะมรณภาพ ก็เคยมีข่าวลือเกี่ยวกับการมรณภาพของท่านออกมาหลายครั้ง ให้เป็นที่ต้องได้กังวลของชาวพุทธหลายคน ซึ่งให้การเคารพนับถือท่าน แต่ทุกครั้งที่มีข่าว สุดท้ายก็มักจบลงด้วยความไม่เป็นจริงอยู่เสมอ และที่น่าสังเกตมากไปกว่านั้น คือหลังจากการมีข่าว มักจะมีเรื่องของการสร้างวัตถุมงคลตามมาด้วย มีการเข็นสรีระที่ดูอิดโรยและไร้สติของหลวงพ่อออกมาพบชาวบ้าน อย่างเกิดภาพที่ไม่ชวนให้เลื่อมใสเลย

หนักเข้าจนระยะหลัง คนในสังคมเริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมของบรรดาลูกศิษย์คนใกล้ชิดหลวงพ่อมากขึ้น ที่ไม่ยอมให้ท่านได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เสียที ทั้งที่สังขารร่างกายของท่านอ่อนล้าเต็มทีแล้ว ถึงกับมีการเสียดสีวัตถุมงคลรุ่นหลังที่สร้างขึ้นว่า “รุ่นกูไม่รู้เรื่อง” เลยทีเดียว

พูดถึงหลวงพ่อคูณนั้น แน่นอนว่า ท่านเป็นพระที่ชาวบ้านให้การเคารพนับถือและศรัทธาเลื่อมใส โดยเฉพาะก็คนในแถบภาคอีสาน ที่ดูจะเชื่ออย่างสนิทใจเลยว่า หลวงพ่อเป็นพระสุปฏิปันโนที่มีวิชาอาคม ไปในทางของไสยเวทย์ ดั่งราชทินนามจากสมณศักดิ์ของท่านที่ว่า พระเทพวิทยาคม นั้น ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงกิตติศัพท์ในเรื่องนี้ได้ดี

แต่ในภูมิหลังแล้ว ใครจะทราบว่า พระเกจิอย่างหลวงพ่อคูณ ก็เป็นแค่พระธรรมดารูปหนึ่ง ที่เพียรบำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์ของสังคมเท่านั้น ดังที่ปรากฏว่าเคยมีนักข่าวไปสัมภาษณ์ท่านว่า หลวงพ่อมีฌาน จริงหรือเปล่า ท่านก็ตอบอย่างไม่อวดอุตตริว่า กูไม่รู้หรอก มีญานอะไร มีก็แต่ยานโตงเตง นี่คืออารมณ์ขันของท่าน ไม่ต่างจากที่มีคนถามท่านว่า ทำไมถึงใช้วิธีเคาะหัว ไม่พรมน้ำมนต์เหมือนวัดอื่น ท่านก็ตอบอย่างติดตลกว่า พรมไม่ไหวหรอก วัดมันแคบ พรมไปพรมมาเดี๋ยวเปียกแฉะ

ถึงเรื่องวัตถุมงคลเล่า ท่านก็เคยพูดไว้ชัดเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ว่า ที่มันขายกันหน้าวัด ไม่ใช่ของกูดอก แต่ก็ไม่ได้ห้าม เพราะเห็นว่ามันต้องเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียมัน กูเข้าใจ และถึงท่านจะเป็นพระเกจิ ที่ขาดเรื่องของการปลุกเสกเครื่องรางของขลังและรับเงินทองไม่ได้ แต่ท่านก็เคยพูดไว้ชัดว่า กูไม่เคยพูดว่า เอาเหรียญไปเอาพระไปแล้ว ไปอวดดีอวดเก่ง ให้เอาไปห้อยคอ ใส่กระเป๋าไว้ กระตุ้นเตือนใจว่า เราจะไปทำสิ่งที่ชั่วช้าสารเลวอย่างหนึ่งอย่างใด ก็ให้นึกถึงคุณพระ ไม่ใช่เอาไปยิงไม่ตาย ฟันไม่เข้า กูไม่เคยพูดเลย เป็นต้น

ส่วนเรื่องเงินนั้น มีคนมาทำบุญ ท่านก็รับ แต่ท่านจะบอกว่า ไม่ใช่เงินกู เขาไม่ได้เอามาถวายกู เขาเอามาฝาก กูก็ตีกลับ กูเอาเงินนั่นไปทำสร้างสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์ ให้แก่ชาติบ้านเมือง อย่ามาว่าของกู อาตมาออกจะชอบใจที่ครั้งหนึ่งเคยมีนักข่าวไปถามท่านว่า หลวงพ่อทำไมไม่สร้างวัด สร้างแต่โรงพยาบาลสร้างแต่โรงเรียน ท่านตอบอย่างน่าคารวะว่า โรงพยาบาล มึงไปดูเถอะ ไม่ว่าในสถานที่หนึ่งที่ใด คนจะหาบ้านพักไม่มี แล้วไปนอนตามฟุตปาธกัน หาโรงเรียนเล่าเรียนไม่มี มันแน่นกันไปหมด สร้างโบสถ์นี่มันหลายล้าน นานๆจะมีพระมาบวช สร้างเมรุก็นานๆ จะมีศพมาเผา

นี่คือวิธีการคิดเพื่อส่วนรวมของพระอย่างหลวงพ่อคูณ แม้จะมีคนตำหนิท่านอยู่บ้างว่า วิธีการที่ท่านใช้ ไม่เหมาะสม พาชาวบ้านลุ่มหลงงมงายอยู่กับวัตถุมงคล แต่ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา จวบจนถึงกาลที่ท่านมรณภาพ หลวงพ่อคูณได้แสดงให้เห็นแล้วว่า สิ่งที่ท่านทำ มาจากกุศลเจตนาของท่านจริงจริง ไม่ได้มีเรื่องของผลประโยชน์สิ่งอื่นใดแอบแฝงเพื่อตัวของท่านเองนอกไปจากนี้

อีกประการหนึ่ง สิ่งที่จะไม่กล่าวถึงดูจะไม่ได้นั่นก็คือ แม้ว่าท่านจะมรณภาพไปแล้ว ตามอำนาจของกฎพระไตรลักษณ์ที่ไม่มีใครจะต่อสู้หรือแข็งขืนอยู่ได้ แต่พินัยกรรมที่ท่านได้ทำไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ท่านไม่ต้องการเครื่องเกียรติยศใดใดทั้งสิ้น อย่างที่พระซึ่งมีสมณศักดิ์ต่างพากันกวิลหาและแก่งแย่งอยากได้มาครอบครอง

แม้แต่สรีระอันปราศจากวิญญาณ ท่านก็ยังถือเป็นสิ่งที่มีคุณอันอาจบริจาคเป็นทานแก่ผู้อื่นได้ สิ่งนี้เป็นเครื่องที่น่าจะยืนยันให้เราประจักษ์กันได้แล้วว่า หลวงพ่อคูณหรือพระเทพวิทยาคม เป็นพระโดยสมบูรณ์อย่างแท้จริง และได้ประพฤติตนเพื่อให้เกิดสุขะและหิตะประโยชน์แก่ผู้อื่น ดั่งพุทธดำรัสที่ตรัสสั่งทุกประการ

ในที่สุดนี้ ด้วยกุศลบุญทั้งหลายที่หลวงพ่อท่านได้เคยทำไว้ตลอดระยะเวลาที่ครองสมณวิสัย อาตมาคิดว่าคงจะส่งผลเป็นพลวปัจจัยให้หลวงพ่อได้จุติยังสัมปรายภพเบื้องหน้าอันเป็นแดนแห่งสุคติภูมิอย่างไม่ต้องสงสัย จึงขอแสดงความอาลัยกับการจากไปของท่านในครั้งนี้ด้วย…

ที่มาจาก ข่าวสด

ไหว้พระทองที่วัดคลองแดน

9877894444

คลองแดนพื้นที่ทั่วไปเป็นที่ราบลุ่มมีแม่น้ำ ลำคลองเป็นสายหลักในการดำรงชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพ โดยมีลำคลองขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นเขตแดนธรรมชาติที่กั้นระหว่าง อ.ระโนด จ.สงขลา และ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ตำบลนี้จึงใช้ชื่อว่าตำบลคลองแดน มองย้อนกลับไปประมาณเมื่อปีทีผ่านมาของตำบลคลองแดน จากความทรงจำของกระผม สมัยยังเป็นเด็กนักเรียนที่ โรงเรียนวัดคลองแดน พร้อมอุปถัมภ์ คลองแดนเต็มไปด้วยเรือนไม้อายุตั้งแต่ 50-100 ปี มุงด้วยกระเบื้องดินเผาแผ่นบางเฉียบจากเกาะยอ และมีแต่สะพานไม้เคี่ยมทอดยาวตั้งแต่ตลาดทิศตะวันออกจนถึงตะวันตกยาวประมาณ 2 กิโลเมตร เด็กสมัยนั้นไม่ค่อยมีรองเท้าใส่กันนอกเสียจากจะไปในตัว อ. หัวไทร หรือ อ. ระโนด จึงจะใส่กัน เด็กส่วนมากจะเดินเท้าเปล่า สะพานไม้เคี่ยมจะมีเสี้ยนสีดำๆ ถ้าเดินไม่ระวังจะถูกเสี้ยนไม้แทง การเดินเท้าเปล่าบนสะพานตอนเช้ายังเดินแบบสบาย เพราะสะพานยังไม่ร้อน แต่พอช่วงกลางวันแดดจัดๆบนพื้นไม้สะพานร้อนมากจนอาจทำให้พองได้ จึงต้องเดินให้เร็วหรือวิ่งหรือไม่ก็ต้องหลบไป หรือเดินตรงบริเวณที่มีเงาบ้าน บ้านจะสร้างติดสะพาน ทอดยาวเชื่อมติดกันตลอด และมีแนวชายคาบ้านยื่นออกมาเกือบครึ่งสะพาน เมื่อถึงหน้าฝน คลองแดนจะเกิดน้ำท่วมหรือน้ำพะทุกปีทำให้กระดานไม้เคี่ยมหลุดลอยไปกับน้ำทำให้เกิดเป็นร่อง ถ้าเดินไม่ระวังก็ตกร่องหรือลอดร่องสะพาน ต้องเดินงมกันไปตลอดทาง กว่าจะถึงที่หมายก็ใช้เวลานานพอควร จำได้ว่านักเรียนคนไหนที่พลาดตกร่องเสื้อผ้าเปียกก็กลับบ้านไม่ต้องเรียนหนังสือในวันนั้น ก็ได้เล่นน้ำทั้งวันไป สมัยนั้นแต่ละบ้านส่วนมากจะมีเรือพายใช้กัน คลองแดนมีเรือหางยาวที่เป็นเอกลักษณ์ของคนคลองแดนเป็นเรือมาดที่ขุดจากต้นไม้ทั้งต้นตัวเรือจะเรียวสวยงามมาก เป็นเรือรับจ้างวิ่งรับผู้โดยสารจากตำบลต่างๆ และระหว่างอำเภอ ตลอดจนจังหวัดใกล้เคียง เช่น สงขลานครศรีธรรมราช พัทลุง ประมาณได้ว่าเกือบ 100 ลำ ผู้คนเดินเบียดเชียดประมาณได้ว่าน่าจะถึงพันคน ร้านทองเหลืองอร่ามสี่ถึงห้าร้าน โรงสีข้าวเรียงลายตามแนวชายคลองหกถึงเจ็ดโรง ร้านตัดผม ร้านน้ำชาอีกหลายสิบร้าน ร้านข้าวยำขนมจีน เถ้าคั่ว โรงมโนห์รา มีสนามชนโค สนามชนไก่ ที่มีความคึกคักทั้งวันทั้งคืน ท่าเรือและตลาดคลองแดนไม่เงียบเหงาเหมือนสมัยนี้ คลองแดนเป็นเมืองน้ำ ชาวคลองแดนจะต้องยอมรับความจริงในข้อนี้และเมื่อเป็นเมืองน้ำก็ต้องพยายามหาประโยชน์จากทางน้ำ จะขอกล่าวย้อนหลังไปเมื่อหลายสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา เส้นทางการคมนาคมของชาวคลองแดนคือทางเรือ แต่เมื่อถนนสายหัวเขาแดงสร้างเสร็จความสำคัญทางเรือก็เริ่มลดน้อยลงไป ในสมัยก่อนมีเรือหางยาววิ่งจากคลองแดนไประโนด จากคลองแดนไปชะอวด จากคลองแดนไปหัวไทรและปาพนัง จากคลองแดนไปทะเลน้อย

อ้น ระโนด

วีรพงศ์ พรหมมนตรี

พระอาจารย์เอียด วัดดอนศาลา

sss789555

พระครูสิทธิยาภิรัตน์ มีนามเดิมว่า เอียด ทองโอ่ เกิดที่บ้านดอนนูด ต.มะกอกเหนือ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2425 เป็นบุตรของนายรอด นางพัด มีน้องชายคนหนึ่งชื่อแก้ว เริ่มการศึกษาหลังจากบิดาได้ถึงแก่กรรมแล้ว โดยมารดาได้นำไปฝากพระอาจารย์ทองเฒ่า ที่วัดเขาอ้อ ได้ร่ำเรียนจนรู้หนังสือขอมไทย เมื่ออายุได้ 22 ปี จึงได้อุปสมบทที่วัดเขาอ้อ มีพระอาจารย์ทองเฒ่า เป็นอุปัชฌาย์ มีฉายาว่า ปทุมสโร ได้ศึกษาพระธรรมวินัย ไสยศาสตร์ และแพทย์แผนโบราณจากพระอาจารย์ทองเฒ่า ต่อมาทางวัดดอนศาลา ว่างเจ้าอาวาสลง คณะพุทธบริษัทของวัดดอนศาลา ได้พร้อมในกันนิมนต์อาจารย์เอียดมาเป็นเจ้าอาวาส ต่อมาไม่นานท่านก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลมะกอกเหนือ และเป็นพระอุปัชฌาย์ตามลำดับในปี 2473 ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นประทวน ต่อมาในปี 2480 ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูสิทธิยาภิรัตน์ แต่ชาวบ้านยังนิยมเรียกท่านว่า ” พ่อท่านเอียด ” หรือ ” พ่อท่านดอนศาลา ” บางทีก็เรียกว่า ” พระครูสิทธิ์ “+ พระครูสิทธิยาภิรัตน์ เป็นผู้ที่มีความเมตตา กรุณา ปฏิบัติต่อบุคคลอย่างเสมอภาค ใครมีความทุกข์ร้อนไปหาท่าน ถ้าท่านช่วยได้ก็จะช่วยทันที เป็นคนที่เคารพในเหตุผล จึงต้องเป็นตุลาการให้คนในหมู่บ้านอยู่เสมอ และเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านทั่วไป พระครูสิทธิยาภิรัตน์ เป็นผู้นำชาวบ้านดอนศาลาและบริเวณใกล้เคียงพัฒนาท้องถิ่น จัดตั้งโรงเรียนประชาบาลขึ้นในวัด และจัดสร้างอาคารเรียนถาวรให้โรงเรียนวัดดอนศาลาเป็นผลสำเร็จ ใช้เป็นที่เรียนของนักเรียนมาจนทุกวันนี้ ทั้งยังเป็นผู้นำในการขุดลอกคูคลองที่ตื้นเขิน ตัดถนนจากวัดเชื่อต่อกับถนนสายควนขนุน-ปากคลอง เพื่อให้ประชาชนได้ติดต่อกับตัวอำเภอได้สะดวกยิ่งขึ้น

เมื่อ พ.ศ.2483 เกิดสงครามอินโดจน ประเทศไทยได้ส่งกำลังทหารไปร่วมรบในสงครามครั้งนี้ด้วย ด้วยเหตุนี้เอง เพื่อเป็นการบำรุงขวัญและกำลังใจให้แก่ทหารอาสาสมัคร และพลเรือนในยามสงคราม พระครูสิทธิยาภิรัตน์ จึงได้จัดสร้างวัตถุมงคลขึ้นหลายชนิด เช่น พระเครื่อง ลูกอม ผ้าประเจียด เสื้อยันต์ ผ้ารองหมวก ตะกรุด ปลอกแขน โดยทำพิธีปลุกเสกที่วัดเขาอ้อ วัตถุมงคลเหล่านี้ได้แจกจ่ายให้แก่ ทหารอาสาสมัคร พลเรือน พระเครื่องที่สำคัญที่สร้างขึ้นในครั้งนี้ คือ พระมหายันต์ และพระมหาว่าน ขาว-ดำ การสร้างเครื่องรางของขลังในครั้งนี้จึงเป็นการสร้างสนองคุณแก่ประเทศชาติ เยี่ยงพระมหาช่วย วัดป่าเลไลย์ ต.ลำปำ อ.เมือง จ.พัทลุง ที่เคยช่วยเหลือชาติบ้านเมืองมาแล้วในอดีต

พระครูสิทธิยาภิรัตน์ เป็นพระเถระที่ได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ท้องถิ่น และประเทศชาติเป็นอันมาก ท่านได้ถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2491 รวมอายุได้ 66 ปี

พระอาจารย์ทองเฒ่า วัดเขาอ้อ

hs7896

วัดเขาอ้อ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ยังมีการกล่าวถึงอยู่ในพงศาวดารพัทลุง ดังปรากฏในหนังสือ “พระสังฆพิจารณ์ฉัททันต์บรรพต (อาจารย์ทองเฒ่า) อาจารย์ผู้เฒ่าวัดเขาอ้อ” ซึ่งอาจารย์ชุม ไชยคีรี ศิษย์เอกทางไสยเวทคนหนึ่งของสำนักวัดเขาอ้อได้ค้นคว้าและเรียบเรียงขึ้นมา เป็นประวัติพระอาจารย์ทองเฒ่า วัดเขาอ้อ มีความว่า

“เท่าที่ค้นพบจากพงศาวดาร และจากคำบันทึกของพระ เจ้าของตำรา พระอาจารย์ทุกองค์ในสำนักวัดเขาอ้อมีความรู้ความสามารถในทางไสยศาสตร์ให้แก่ทุกชั้น ตั้งแต่ชั้นเจ้าเมือง และนักรบมาแต่ครั้งโบราณ เริ่มตั้งแต่สมัยศรีวิชัยตลอดมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เช่น พระอาจารย์ที่ปรากฏองค์ที่ 1 ชื่อ พระอาจารย์ทอง ในสมัยนั้นทางฟากตะวันตกของทะเลสาบตรงกับวัดพระเกิด ตำบลฝาละมี อำเภอปากพะยูน ปัจจุบันนี้+ ครั้งนั้น ตามพงศาวดารเมืองพัทลุงกล่าวว่า ยังมีตายาย 2 คน ตาชื่อ สามโม ยายชื่อ ยายเพ็ชร์ ตายายมีบุตรหลานบุญธรรมอยู่ 2 คน ผู้ชายชื่อ กุมาร ผู้หญิงชื่อ เลือดขาว นางเลือดขาวกล่าวว่าเป็นอัจริยะมนุษย์ คือ เลือดในตัวนางมีสีขาว ผิวขาวผิดกับมนุษย์ธรรมดาสามัญ

ตาสามโมเป็นนายกองช้าง หน้าที่จับช้าง เลี้ยงช้างถวายพระยากรงทอง ปีละ 1 เชือก

เมื่อบุตรธิดาทั้งสองเจริญวัยพอสมควรแล้ว ตายายจึงนำไปฝากให้พระอาจารย์ทอง วัดเขาอ้อ สอนวิชาความรู้ให้ พบบันทึกในตำราว่าเริ่มนำตัวไปถวายพระอาจารย์ทองเมื่อวันพฤหัสบดี ปีกุน เดือน 8 ขึ้น 15 ค่ำ จุลศักราช 301 (พ.ศ.1482) จะศึกษาอยู่นานเท่าใดไม่ปรากฏ ทราบแต่ว่าเป็นผู้มีความรู้ทางอยู่ยงคงกระพัน กำบังกายหายตัว และอื่นๆ เป็นอย่างดียิ่ง ต่อมาตายายให้บุตรบุญธรรมทั้งสองแต่งงานเป็นสามีภรรยากัน พระยากรงทองโปรดให้ไปเป็นเจ้าเมืองชื่อพระกุมารและนางเลือดขาว ตั้งเมืองอยู่ที่บางแก้วฝั่งทะเลสาบตะวันตก ชื่อเมืองตะลุง ได้สร้างวัดและเจดีย์วัดตะเขียน (วัดบางแก้ว ตำบลเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง เดี๋ยวนี้)

การที่ให้ชื่อเมืองว่า เมืองตะลุง อาจจะเป็นเพราะว่าเดิมเป็นหลักล่ามช้าง ต่อมาจึงกลายเป็นเมืองพัทลุง พระกุมารและนางเลือดขาวเป็นผู้มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา สร้างวัดวาอาราม พระพุทธรูป พระเจดีย์ ในเขตเมืองพัทลุง เมืองนครศรีธรรมราช และเมืองตรัง หลายแห่งด้วยกัน เช่น วัดบางแก้ว วัดสทังใหญ่ เมื่อปีพ.ศ. 1493 สร้างวัดพระพุทธสิหิงค์ จังหวัดตรัง 1 วัด สร้างพระพุทธรูปปางไสยาสน์ 1 องค์ พอจะจับเค้ามูลได้ว่าวัดเขาอ้อมีมาก่อนเมืองพัทลุง เพราะกุมารมาศึกษาวิชาความรู้ก่อนเป็นเจ้าเมือง”

และยังมีตอนหนึ่งซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องถึงประวัติของหลวงพ่อทวด แห่งวัดช้างให้ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี แต่ครั้งยังอยู่วัดพะโคะ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ว่า

“เมื่อจุลศักราช 991 (พ.ศ.2171) พระสามีรามวัดพะโคะ หรือที่เราทราบกันเดี๋ยวนี้ว่า หลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ซึ่งประชาชนในสมัยนั้นยกย่องถวายนามว่าสมเด็จเจ้าพะโคะ ท่านได้ไปเรียนพระปริยัติธรรม ณ กรุงศรีอยุธยา เป็นผู้แตกฉานในอรรถธรรม ครั้งนั้นยังมีพราหมณ์เป็นนักปราชญ์มาจากประเทศสิงหล (ลังกา) มาตั้งปริศนาปัญหาธรรมที่แสนยาก พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาโปรดให้พระสามีรามเถระแก้ปัญหาธรรมนั้นๆ จนชนะพราหมณ์ชาวสิงหล จึงพระราชทานยศเป็นพระราชมุนี+ เมื่อกลับมาเมืองพัทลุงได้ก่อพระเจดีย์บรรจุพระรัตนมหาธาตุไว้บนเขาพะโคะ สูง 1 เส้น 5 วา มีระเบียงล้อมรอบพระเจดีย์

ตามตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า ครั้นฉลองพระเจดีย์นั้น ท่านอาจารย์เฒ่า วัดเขาอ้อ พัทลุง องค์หนึ่งชื่อ สมเด็จเจ้าจอมทอง ซึ่งคงจะเป็นชื่อที่ยกย่องเช่นเดียวกับสมเด็จเจ้าพะโคะ นำพุทธบริษัทไปในงานฉลองพระเจดีย์ทางเรือใบ แสดงอภินิหารวิ่งเรือใบเลยขึ้นไปถึงเขาพะโคะ ซึ่งไกลจากทะเลมาก ทำให้ประชาชนที่เห็นอภินิหารเคารพนับถือ และปัจจุบันสถานที่ตรงนั้นเรียกกันว่า “ที่จอดเรือท่านอาจารย์วัดเขาอ้อ”

ต่อมา ท่านสมเด็จเจ้าพะโคะ ให้คนกวนข้าวเหนียวด้วยน้ำตาลโตนด ภาษาภาคใต้เรียกว่า เหนียวกวน ทำเป็นก้อนยาวประมาณ 2 ศอก โตเท่าขา ให้พระนำไปถวายสมเด็จเจ้าจอมทอง วัดเขาอ้อ ครั้นถึงเวลาฉันท่านสมเด็จเจ้าจอมทองสั่งให้แบ่งถวายพระทุกองค์ ศิษย์วัดตลอดถึงพระก็ไม่มีใครที่จะแบ่งได้ เอามีดมาฟันเท่าใดก็ไม่เข้า ทราบถึงสมเด็จเจ้าจอมทอง ท่านสั่งให้เอามาแล้วท่านจึงเอามือลูบ แล้วส่งให้ศิษย์ตัดแบ่งถวายพระอย่างข้าวเหนียวธรรมดา

อยู่มาวันหนึ่ง สมเด็จเจ้าจอมทองให้พระนำแตงโมใบใหญ่ 2 ลูก ไปถวายสมเด็จเจ้าพะโคะ พอถึงเวลาฉันก็ไม่มีใครผ่าออก สมเด็จเจ้าพะโคะทราบเข้าก็หัวเราะชอบใจ พูดขึ้นว่า สหายเราคงแสดงฤทธิ์แก้มือเรา ท่านรับแตงโมแล้วผ่าด้วยมือของท่านเองออกเป็นชิ้นๆ ถวายพระ

การแสดงอภินิหารของพระอาจารย์ครั้งโบราณเป็นกีฬาประเภทหนึ่ง ซึ่งมีมากอาจารย์ด้วยกัน ต่อจากนั้นพระอาจารย์วัดเขาอ้อทุกๆ องค์ ได้แสดงฤทธิ์เป็นอัศจรรย์ตลอดมา จึงเป็นที่เคารพนับถือของบุคคลทุกชั้น เจ้าเมืองพัทลุงทุกคนต้องไปเรียนวิชาความรู้ที่วัดเขาอ้อ+ กล่าวสำหรับเจ้าอาวาสวัดเขาอ้อ เท่าที่สืบค้นพบจนถึงปัจจุบัน มี 11 รูป ด้วยกัน ดังนี้

1. พระอาจารย์ทอง

2. พระอาจารย์สมเด็จเจ้าจอมทอง

3. พระอาจารย์พรมทอง

4. พระอาจารย์ไชยทอง

5. พระอาจารย์ทองจันทร์

6. พระอาจารย์ทองในถ้ำ

7. พระอาจารย์ทองนอกถ้ำ

8. พระอาจารย์สมภารทอง

9. พระครูสังฆวิจารย์ฉัตรทันต์บรรพต

10. พระอาจารย์ปาล ปาลธฺมโม

11. พระครูอดุลธรรมกิตติ์ (กลั่น อคฺคธมฺโม)

พระอาจารย์วัดเขาอ้อนั้นล้วนต่างมีวิชาความรู้ความสามารถมิได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทั้งนี้เพราะต่างศึกษาวิชากันมาไม่ขาดระยะ ตำราและวิชาความรู้ที่เป็นหลัก คือ การศึกษาเวทมนตร์คาถาเป็นหลัก เรียนตั้งแต่ธาตุ 4 ธาตุ การตั้งธาตุ หนุนธาตุ แปลงธาตุ และตรวจธาตุ วิชาคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด มหาอุด สอนให้รู้กำเนิดที่มาของเลขยันต์อักขระต่างๆ

นอกเหนือจากการสอนวิชาความรู้ทางไสยเวทแล้ว ยังสอนวิชาความรู้เกี่ยวกับรักษาโรคด้วยสมุนไพร

มีเรื่องเล่าขานถึงปาฏิหาริย์ความศักดิ์สิทธิ์ในวิชาของอดีตเจ้าอาวาสวัดเขาอ้อมากมาย อย่างอดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อ สมเด็จเจ้าจอมทอง ซึ่งนับว่ามีบุญญาวาสนาสูงส่งยิ่งนัก นอกจากจะมีสานุศิษย์มากมายแล้ว สัตว์ป่านานาชนิดยังเข้ามาพึ่งพาอาศัยอยู่ในวัดเป็นจำนวนมาก และไม่มีผู้ใดเข้ามาทำร้ายทำอันตรายต่อสัตว์เหล่านั้น ด้วยต่างทราบกันว่า ท่านให้การปกปักรักษาเหล่าสัตว์เหล่านั้น ที่สำคัญคนละแวกวัดเขาอ้อล้วนทราบดีว่าท่านมีวาจาศักดิ์สิทธิ์

ทว่าครั้งหนึ่งคนต่างถิ่นตามล่ากวางเผือกตัวหนึ่งของสมเด็จเจ้าจอมทอง ซึ่งอาศัยอยู่ในวัดเขาอ้อ เป็นกวางที่เชื่องมาก โดยปกติแล้วกวางตัวนี้จะหายไปจากเขตวัดเพื่อหากินไกลๆ ครั้งละ 2-3 วัน แล้วจะกลับมาหมอบอยู่หน้ากุฏิท่าน ปฏิบัติอยู่เช่นนี้เป็นประจำ วันหนึ่งกวางเผือกตัวนี้ได้วิ่งเข้ามาหมอบอยู่หน้ากุฏิของท่านด้วยอาการแสดงความหวาดกลัวเหมือนหนีสัตว์ร้ายมา เผอิญสมเด็จเจ้าจอมทองนั่งอยู่หน้ากุฏิ และได้มองไปที่กวางด้วยอำนาจญาณสมาบัติอันสูงส่งของสมเด็จเจ้าจอมทอง จึงทราบได้ทันทีว่ากวางเผือกหนีอะไรมา ท่านจึงได้กล่าวกับพระภิกษุที่นั่งอยู่ในที่นั้นว่า “เจ้ากวางเผือกเกือบจะไปเป็นอาหารของเขาเสียแล้ว” ยังไม่ทันที่จะกล่าวสิ่งใดต่อพลันก็มีคนถือหอกวิ่งเข้ามาข้างหน้ากุฏิทำท่าง้างหอกในมือเตรียมจะทิ่มแทงกวางเผือกซึ่งหมอบอยู่ใกล้ๆ ท่าน สมเด็จเจ้าจอมทองจึงตวาดออกไปดังกังวานว่า “หยุดเดี๋ยวนี้เจ้ามนุษย์ไม่มีศีลมีธรรม จะฆ่าสัตว์แม้แต่ในเขตวัดไม่เว้น เคยเบียดเบียนแต่สัตว์ต่อนี้ไปสัตว์จะเบียดเบียนเจ้าบ้างล่ะ”

ชายผู้ถือหอกถึงกับหยุดชะงักนิ่ง และเมื่อสิ้นคำพูดของสมเด็จเจ้าจอมทอง ชายผู้นั้นก็ร้องลั่นสลัดหอกในมือทิ้ง แล้วร้องขึ้นมาว่า “งู งู ฉันกลัวแล้วงู” เพราะเห็นหอกที่ตัวเองถือเป็นงู จากนั้นจึงวิ่งหนีออกจากวัดไปพร้อมส่งเสียงร้องลั่นด้วยความกลัวงู แต่ไม่ว่าจะวิ่งไปทางไหนก็เห็นงูไล่ล่าเขาอยู่ตลอด ผู้ที่เล่าเรื่องนี้กล่าวว่า ชายผู้นี้ต้องวิ่งไปเรื่อยๆ หยุดนิ่งเมื่อใดจะเห็นงูไล่ล่าตัวเองอยู่ตลอด + ยังมีกาเผือกอีก 2 ตัว ที่อาศัยเกาะต้นไม้อยู่หน้ากุฏิสมเด็จเจ้าจอมทองเป็นประจำ อาศัยกินข้าวก้นบาตรที่ท่านโปรยให้ทุกวัน สมเด็จเจ้าจอมทองเคยเอ่ยถึงกาทั้ง 2 ตัวนี้ว่า “เป็นสัตว์ที่ประเสริฐไม่กินเนื้อสัตว์หรือสิ่งมีชีวิต” มีพระลูกวัดเคยโยนเศษเนื้อสัตว์จากอาหารที่ญาติโยมใส่บาตรให้กาทั้ง 2 แต่ก็หาได้กินไม่ กลับเลือกกินแต่เฉพาะเม็ดข้าวสุกเท่านั้น

อยู่มาวันหนึ่งกาเผือกทั้ง 2 บินลงมาเกาะใกล้ๆ กับที่สมเด็จเจ้าจอมทองนั่ง แล้วส่งเสียงร้องลั่นกุฏิอยู่เป็นเวลานาน สมเด็จเจ้าจอมทองก็นั่งนิ่งสงบฟังเสียงกาทั้ง 2 อย่างตั้งใจ ครู่หนึ่งจึงเอ่ยกับพระภิกษุลูกวัดที่อยู่บนกุฏิท่านว่า “กาเผือกเขามาร่ำลา ถึงเวลาที่เขาจะต้องบินกลับไปในป่าแล้ว จะไม่กลับมาอีก เจ้ากาตัวเมียจะไปวางไข่อีกไม่นานเขาคงจะต้องตาย คงไม่ได้มาเขาอ้ออีก เขาจะมาเขาอ้ออีกก็คงชาติต่อไป เขาจะต้องมาแน่”

ต่อเมื่อกาเผือกทั้ง 2 ได้รับศีลรับพรจากสมเด็จเจ้าจอมทองแล้ว ได้บินทักษิณารัตนะรอบกุฏิแล้วบินมุ่งเข้าป่าไป จากนั้นไม่มีใครพบเห็นกาเผือกทั้ง 2 อีกเลย + กล่าวสำหรับอดีตเจ้าอาวาสวัดเขาอ้อที่พอสืบค้นประวัติได้บ้าง นับแต่สมัยพระครูสังฆพิจารณ์ฉัททันต์บรรพต (ทองเฒ่า) แต่จะเป็นเจ้าอาวาสเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานชาวบ้านนิยมเรียกท่านว่า “พ่อท่านเขาอ้อ”

เป็นพระเกจิอาจารย์ที่เข้มขลังทางวิทยาคมไสยศาสตร์ และแพทย์แผนโบราณ จนเป็นที่เคารพนับถือยำเกรงของคนทั่วไป+ กล่าวว่าตรงศีรษะของพระครูสังฆวิจารย์ฉัตรทันต์บรรพต (พระอาจารย์ทองเฒ่า) มีเส้นผมสีขาวซึ่งไม่สามารถโกนหรือตัดขาดได้

น่าเสียดายว่าอัตโนประวัติของพระครูสังฆสังฆวิจารย์ฉัตรทันต์บรรพต (ทองเฒ่า) สืบค้นได้จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยังจะพอจดจำกันได้บ้างว่า พื้นเพของท่านเป็นชาวบ้านสำนักกอ ตำบลปันแต อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง บิดานั้นไม่ทราบชื่อ ส่วนมารดาชื่อ นางรอด ตัวของพระครูสังฆวิจารย์ฉัตรทันต์บรรพต (ทองเฒ่า) เป็นพี่คนโต และมีน้อง 2 คน เป็นชายและหญิง ครอบครัวมีอาชีพทำนา

ในการอุปสมบทจะเป็นเมื่อใด ใครเป็นพระอุปัชฌาย์ ตลอดจนพระกรรมวาจาจารย์ และพระอนุสาวนาจารย์ หาทราบไม่ แต่มีเรื่องเล่ากันว่า ก่อนที่ท่านจะบวชได้ล้มป่วยมีอาการหนักมาก จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานบนบานศาลกล่าวว่า หากหายจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วยจะบวชเป็นการถวายแก้บน หลังจากนั้นไม่นานอาการป่วยไข้ก็ทุเลาเบาบาง และหายไปในที่สุดอย่างน่าอัศจรรย์

ซึ่งต่อมาได้อุปสมบทตามที่ตั้งจิตอธิษฐานไว้ และได้ศึกษาวิชากับพระอาจารย์เอียดเหาะได้ วัดดอนศาลา ซึ่งเป็นศิษย์สายสำนักวัดเขาอ้อ เป็นที่กล่าวขานถึงวิชาพุทธาคมของพระอาจารย์เอียดเหาะได้ว่า เหตุที่ท่านมีสมญานามเช่นนั้นสืบเนื่องมาจาก ทุกวันพระ 8 ค่ำ และ 15 ค่ำ พระอาจารย์เอียดเหาะได้ จะเหาะไปบำเพ็ญภาวนาในถ้ำที่วัดเขาอ้อเป็นประจำ ชาวบ้านหลายคนได้พบเห็นเป็นประจักษ์ต่อสายตา จึงได้ขนานนามท่านว่า “พระอาจารย์เอียดเหาะได้”

กล่าวสำหรับพระครูสังฆวิจารย์ฉัตรทันต์บรรพต (ทองเฒ่า) ได้ชื่อว่ามีตบะบารมีสูงส่งทีเดียว ถึงกับเคยตวาดคนทีเดียวจนเป็นบ้า และเป็นผู้ที่เข้มงวดกวดขันกับบรรดาลูกศิษย์เป็นอย่างยิ่ง หากพบเห็นว่าทำสิ่งใดไม่ถูกต้องก็จะตำหนิตักเตือน ทั้งนี้ก็ด้วยความปรารถนาดีที่อยากให้ศิษย์ของท่านได้ดีในวิชาความรู้

ในส่วนของมารดาของพระครูสังฆวิจารย์ฉัตรทันต์บรรพต (พระอาจารย์ทองเฒ่า) ในช่วงบั้นปลายของชีวิตได้บวชชีที่วัดเขาอ้อ โดยพระครูสังฆวิจารย์ฉัตรทันต์บรรพต (ทองเฒ่า) ได้ปลูกกุฏิให้พำนักอยู่ใกล้ๆ กับกุฏิของท่าน เพื่อจะสะดวกในการปรนนิบัติตามหน้าที่ของบุตรผู้กตัญญูตราบจนสิ้นอายุขัย

สมณศักดิ์ที่ “พระครูสังฆวิจารย์ฉัตรทันต์บรรพต” เจ้าคณะตำบลมะกอกเหนือ ได้รับพระราชทานในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากนั้นยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ด้วย

พระครูสังฆวิจารย์ฉัตรทันต์บรรพต (พระอาจารย์ทองเฒ่า) ได้มรณภาพเมื่อปี พ.ศ. 2470 ขณะอายุได้ 78 ปี

สิ่งหนึ่งที่เหลือไว้สำหรับให้รำลึกถึง คือ วัตถุมงคลที่พระครูสังฆวิจารย์ฉัตรทันต์บรรพต (พระอาจารย์ทองเฒ่า) ได้สร้างขึ้น นอกเหนือจากพิธีกรรมของสำนักวัดเขาอ้อ คือ พิธีอาบว่านแช่ยา พิธีหุงข้าวเหนียว พิธีป้อนน้ำมันงา ซึ่งในสมัยท่านเป็นพิธีกรรมที่เข้มขลังเป็นอย่างยิ่ง

วัตถุมงคลที่สร้างมีหลายชนิดทั้ง มีดหมอ ตะกรุด ผ้ายันต์ ลูกไม้มงคล และพระปิดตาพระอาจารย์ทองเฒ่า

พระปิดตาของพระครูสังฆวิจารย์ฉัตรทันต์บรรพต (ทองเฒ่า) พระอาจารย์ทองเฒ่า วัดเขาอ้อสร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2450 เป็นต้นมา ที่พบเห็นจะเป็นเนื้อสัมฤทธิ์ และเนื้อตะกั่วผสมดีบุก+ หากเป็นเนื้อสัมฤทธิ์ วรรณะของเนื้อโลหะออกสีน้ำตาลไหม้เข้ม หากเป็นเนื้อตะกั่วผสมดีบุก จะปรากฏคราบสนิมสีแดงเรื่อๆ ที่มาหนังสือพิมพ์ข่าวสด

หลวงพ่อปาน วัดโคกสมานคุณ

46945616415000

วัดโคกสมานคุณ เดิมเป็นวัดร้าง ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑ ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เรียกกันว่า วัดโคกเสม็ดชุน ซึ่งอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอหาดใหญ่ประมาณ ๑ กิโลเมตรทางการได้จัดขึ้นทะเบียนผนวกไว้กับที่ดินราชพัสดุ ทราบจากผู้เฒ่าผู้แก่ว่า วัดนี้เป็นวัดร้างมาประมาณ ๓๐ปี เนื้อที่วัดมีรูปคล้ายกงฉากช่างไม้มีเนื้อที่ประมาณ ๒๗ ไร่เศษ ในสมัยที่ทางรถไฟย้ายจากสถานีชุมทางอู่ตะเภา มาตั้งที่สถานีชุมทางหาดใหญ่ในปัจจุบันนี้ พระอุปัชฌาย์ปาน วัดคลองเรียน ได้เห็นความลำบากของพระเณรที่เดินทางโดยสารรถไฟมาลงที่สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ ในเวลามืดค่ำแล้วไม่มีที่พักใกล้ ทำให้ต้องเดินทางไปพักที่วัดคลองเรียนบ้าง วัดคลองแหบ้าง หรือวัดท่าแซบ้าง จึงต้องการที่จะตั้งที่พักสงฆ์ในบริเวณที่วัดร้างเดิมเพราะ มีเสาไม้แก่นเป็นหลักสีมาปรากฏอยู่เสมือนที่ฝังลูกนิมิตของวัดทั่วไป แต่ทางการได้ขึ้นผนวกที่วัดร้างไว้กับที่ดินราชพัสดุจึงมีความขัดข้อง ท่านจึงเดินทางไปพบกับเจ้าคณะจังหวัดสงขลาเพื่อขอความกรุณาให้ช่วยเหลือ ทางเจ้าคณะจังหวัดสงขลาสมัยนั้นคือ ท่านเจ้าคุณพระราชเมธี (ภายหลังย้ายไปอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯเลื่อนเป็นพระรัตนธัช) ท่านเจ้าคุณรับรองว่าจะช่วย โดยถวายพระพร สมเด็จชาย (กรมหลวงลพบุรีราเมศ อุปราชมณฑลปักษ์ใต้ ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๕) ปรากฏว่าได้ผล ทรงมีพระบัญชาให้หลวงทิพย์กำแหงสงคราม ที่เคยเป็นนายอำเภอมาตั้งแต่อำเภอยังมีชื่อว่า อำเภอเหนือและใต้ เป็นนายอำเภอคนแรกของอำเภอหาดใหญ่ เป็นผู้ประสานงานติดต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อแยกที่ดินวัดร้างออกมายกฐานะเป็นวัดมีพระสงฆ์ต่อไป (หลวงทิพย์สงคราม ต่อมาเลื่อนเป็นพระเสน่หามนตรี) พระอุปัชฌาย์ปาน(หรือหลวงพ่อปาน)ได้ชักชวนชาวบ้านใกล้เคียง มีชาวตำบลคลองแห ชาวตำบลบ้านพรุ ชาวตำบลควนลัง เป็นต้นนำทัพสัมภาระต่างๆมาเพื่อปราบที่และสร้างศาลาให้เสร็จในวันเดียวพออาศัยอยู่ได้ เพราะความพร้อมเพรียง ของชาวบ้าน ก็ทำได้สมความปรารถนา ในการกำหนดวัน พระอุปัชฌาย์ปานได้เลือกเอาวันอาทิตย์ที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๖ ตรงกับแรม ๘ ค่ำ เดือน ๕ โดยถือตำราโหราศาสตร์ ว่าเป็นวันดีทางจันทรคติ (อาทิตย์แปดค่ำ จันทร์ สามค่ำ เป็นต้น) เป็นวันที่จะเข้ามาอยู่ที่วัด ซึ่งในพรรษาแรกมีพระภิกษุ ๕ รูป สามเณร ๓ รูป รวมเป็น ๘ รูป สามเณรรูปหนึ่งในสามคือ สามเณรกลิ่น ศรนรินทร์ (ภายหลังได้เลื่อนเป็นพระเทพมุนี เจ้าอาวาสวัดโคกสมานคุณ พระอารามหลวง) พระครูสมานคุณารักษ์ เจ้าอาวาสวัดต่อจากพระอุปัชฌาย์ปานได้สร้างอุโบสถหลังแรกในความอุปถัมภ์ของ พระเสน่หามนตรี และคุณนายเกษร สุคนธหงส์ (เสน่หามนตรี) ได้ทำการผูกพัทธสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐ และได้เปลี่ยนชื่อจากวัดโคกเสม็ดชุน เป็นวัดโคกสมานคุณ ต่อมาในปีพ.ศ.๒๕๑๖ อุโบสถหลังเก่าได้ชำรุดต้องรื้อหลังคาออกหมดและได้สร้างและเปลี่ยนแปลงแบบหลังคาตามแบบของ กรมศิลปากร จนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ พ.ศ. ๒๕๒๐ได้ถวายพระพรทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระเจ้าลูกยาเธอทั้ง สองพระองค์ เสด็จมาทรงยกช่อฟ้า ผ่านทางสำนักพระราชวัง และได้แจ้งหมายกำหนดการว่าจะเสด็จพระราชดำเนินมาในวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๐ ทางวัดก็ได้จัดเตรียมการต่างๆไว้อย่างพร้อมเพรียง และทางจังหวัดได้เพิ่มการพระราชทานธงลูกเสือชาวบ้าน ณ สนามกีฬากลาง อำเภอหาดใหญ่ หลังจากที่ทรงยกช่อฟ้าอุโบสถแล้ว แต่ปรากฏว่าสนามกีฬากลางกำหนดการแข่งขันกีฬาเขตไว้ก่อนแล้วไม่สามารถเลื่อนได้จึงแจ้งไปทางสำนักราชวังว่าไม่พร้อม ทางวัดซึ่งได้เตรียมการไว้แล้วก็พลอยติดร่างแหไม่พร้อมไปด้วย เวลาล่วงมาจนถึงวันที่ ๕ กันยายนพ.ศ.๒๕๒๐ ทางการไม่ได้แจ้งให้ทางวัดทราบ มาทราบจากนายตำรวจที่จะมาอารักขาคุยกับพระที่นาทวีว่าไม่ต้องไปถวายอารักขาที่วัดโคกสมานคุณแล้วเพราะเลื่อนไปไม่มีกำหนด พระที่ทราบจึงแจ้งให้ทางวัดทราบ ทางวัดเมื่อทราบดังนั้นและได้เตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว หากมีการเลื่อนทางวัดจะเสียหายมาก จึงได้เดินทางไปสำนักราชเลขาที่ทักษิณนิเวศน์ ทางเจ้าหน้าที่ได้ยกแฟ้มเรื่องเสด็จพระราชดำเนินมาให้ดู มีบันทึกใจความว่า “ ทรงมีราชภาระมากต้องเสด็จไปรอบหน้า” (หมายถึงปีหน้า เพราะในคำทูลเชิญ ระหว่างที่แปรพระราชฐานมาประทับทักษิณราชนิเวศน์) จึงได้เล่าให้ทางเจ้าหน้าที่ฟังว่าได้เตรียมการไว้มากแล้วหากไม่เสด็จมาในคราวนี้ทางวัดจะเสียหายมาก ทางราชเลขาจึงแนะนำให้เขียนคำถวายพระพรใหม่จะนำไปถวายในหลวง พอได้รับคำแนะนำอย่างนั้นก็รู้สึกตกใจ ประหม่า เพราะที่แล้วมานั้น แจ้งแก่ทางสำนักราชวังเพื่อให้ทูลเชิญ ครั้งต้องทูลเชิญเอง จิตใจจึงหวั่นไหว เมื่อได้สำรวมและทบทวนแล้ว พระราชรัตนดิลก เจ้าอาวาสวัดโคกสมานคุณ (พระเทพมุนี ในขณะนั้น) ได้เขียนคำถวายพระพร ว่า “ ขอถวายพระพรมหาบบิตร โปรดเสด็จยกช่อฟ้า ในระยะที่ทูลเชิญ ได้มีศุภนิมิตรมธุมักขิกา มาจับทำรวงรังอยู่ที่หน้าบัน ถึงสามรวงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง” แล้วจึงเขียนเป็นคำร้อยกรองว่า มธุมกฺขิกา ที่หน้าบันผึ้งหลวงมาล่วงหน้า รอมหาบพิตรนฤศร ถึงสามรวงเสมือนหมายถวายพร โบราณวอนวรรณ์สรุปศุภมงคล พระทรงยกช่อฟ้ากรุณาโปรด ชูชุบโบสถ์เฉิดโฉมโพยมหน ขอพระบารมีเรื้องอยู่เบื้องบน ประชาชนรอกราบบาทบงสุ์ฯ ขอถวายพระพร พระราชรัตนดิลก เจ้าอาวาสวัดโคกสมานคุณ กันยายน ๒๕๒๐ ได้รับทราบภายหลังว่าเมื่อทรงอ่านแล้ว ทรงยิ้มมีพระราชดำรัสว่า “ เขาเชิญแผลงๆ แต่ซึ้งดี..ไป ” คำถวายพระพรได้เขียนที่ทักษิณราชนิเวศน์ ได้รับทราบว่าเสด็จตามหมายกำหนดการเดิม เมื่อ วันที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๐ และได้รับหมายกำหนดการในวันที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๐ และในวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๐ ได้รับหมายกำหนดการด่วนที่สุดว่า โปรดให้เลื่อนการเสด็จพระราชดำเนินไปเป็นวันศุกร์ที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๐ เวลาตามหมายกำหนดการเดิม ในวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระเจ้าลูกยาเธอทั้ง สองพระองค์ เสด็จมาทรงยกช่อฟ้า มีประชาชนมาเฝ้ารอรับเสด็จอย่างมากมาย พระองค์ทรงปฏิสันถารอยู่ในพระอุโบสถเป็นเวลา ๔๕ นาที นับว่านานกว่าที่แห่งอื่นที่พระองค์ทรงยกช่อฟ้า และเมื่อพระองค์จะเสด็จออกจากอุโบสถ ได้ทรงถวายพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ๒๕,๐๐๐ บาท (สองหมื่นห้าพันบาทถ้วน) เวลาทรงประเคนใบปวารณา ได้มีพระราชดำรัสว่า “บำรุงวัดหลวง ” เป็นที่น่าอัศจรรย์ที่พระเถระฟังคำถวายรายงานได้พูดว่า ต่อไปนี้วัดนี้ได้เป็นวัดหลวง ยังไม่ทันผ่านชั่วโมง ได้เป็นวัดหลวงขึ้นมาอย่างปฏิหาริย์ …….. บัดนี้ศาลาการเปรียญเดิมของวัดโคกสมานคุณ พระอารามหลวง ซึ่งถูกใช้งานมานานได้ชำรุดทรุดโทรมลงมากจนไม่อาจใช้การได้อีก จึงขอเชิญชวนญาติโยมผู้มีจิตศรัทธา ร่วมสั่งสมบุญกิริยาวัตถุโดยการร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างศาลาการเปรียญ ซึ่งศาลาการเปรียญหลังใหม่นี้ จัดสร้างเป็นศาลา ๒ ชั้น ยาว ๓๑ เมตรโดยใช้งบประมาณในการก่อสร้าง ประมาณ ๑๒ ล้านบาท