Archive for บทความพระ

ประโยชน์ของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น มีประโยชน์มากมาย เหลือที่จะนับประมาณได้ จะยกมาแสดง ตามที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก สักเล็กน้อยดังนี้ คือ

สัตตานัง วิสุทธิยา ทำกายวาจาใจ ของสรรพสัตว์ให้บริสุทธิ์ หมดจด
โสกะปะริเทวานัง สะมะติกกะมายะ ดับความเศร้าโศก ปริเทวนาการต่าง ๆ
ทุกขะโทมะนัสสานัง อัตถังคะมายะ ดับความทุกข์กาย ดับความทุกข์ใจ
ญาณัสสะ อะธิคะมายะ เพื่อบรรลุมรรคผล
นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง

และยังมีอยู่อีกมาก เช่น

๑. ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาท
๒. ชื่อว่าเป็นผู้ได้ป้องกันภัยในอบายภูมิทั้งสี่
๓. ชื่อว่าได้บำเพ็ญไตรสิกขา
๔. ชื่อว่าได้เดินทางสายกลาง คือ มรรค ๘
๕. ชื่อว่าได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยการบูชาอย่างสูงสุด
๖. ชื่อว่าได้บำเพ็ญ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้เป็นอุปนิสัยปัจจัย ไปในภายหน้า
๗. ชื่อว่าได้ปฏิบัติถูกต้องตามพระไตรปิฎกโดยแท้จริง
๘. ชื่อว่าเป็นผู้มีชีวิต ไม่เปล่าประโยชน์ทั้งสาม
๙. ชื่อว่าเป็นผู้เข้าถึงพระรัตนตรัย อย่างถูกต้อง
๑๐. ชื่อว่าได้ปฏิบัติเพื่อให้เกิดวิปัสสนาญาณ ๑๖
๑๑. ชื่อว่าได้สั่งสมอริยทรัพย์ไว้ในภายใน
๑๒. ชื่อว่าเป็นผู้มาดีไปดีอยู่ดีกินดีไม่เสียทีที่เกิดมาพบพระพุทธศาสนา
๑๓. ชื่อว่าได้รักษาอมตมรดกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้เป็นอย่างดี
๑๔. ชื่อว่าได้ช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก
๑๕. ชื่อว่าได้เป็นตัวอย่างอันดีงามแก่อนุชนรุ่นหลัง
๑๖. ชื่อว่าตนเองได้มีธนาคารบุญติดตัวไปทุกฝีก้าว
จากหนังสือคู่มือการฝึกอบรมพัฒนาจิต วัดอัมพวัน อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี
โดย พ.ท.วิง รอดเฉย ปี ๒๕๒๙

พ่อท่านคล้าย

ประวัติพ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน

752161313131313

ประวัติพ่อท่านคล้าย วัดพระธาตุน้อย พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ วัดสวนขัน วัดพระธาตุน้อย พระครูพิศิษฐ์อรรถการ หรือ ที่รู้จักกันทั่วไปว่า “พ่อท่านคล้าย” ประวัติ พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ เทวดาเมืองคอน

พระครูพิศิษฐ์อรรถการ หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์” นามตามสมณศักดิ์ท่านคือ พระครูพิศิษฐ์อรรถการ เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดสวนขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช+ พ่อท่านคล้าย นามเดิมว่า “คล้าย สีนิล” เกิดตรงกับ วันที่27ตรงกับวันอังคาร ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ปีชวด จ.ศ.1238 ร.ศ.95 ที่บ้านโคกทือ ตำบลช้างกลาง กิ่งอำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นบุตรของนายอินทร์ นางเหนี่ยว สีนิล มีพี่สาว 1 คน ชื่อนางเพ็งเป็นภรรยานายซ้าย เพ็ชรฤทธิ์ ไม่มีบุตรสืบสกุลแต่มีบุตรบุญธรรมหนึ่งคน ชื่อนายครื้น เพ็ชรฤทธิ์

พ่อท่านคล้าย มีลักษณะนิสัย เป็นคนมีมานะอดทน ขยันหมั่นเพียร อยู่ในโอวาทคำสั่งสอนของบิดามารดาและครูอาจารย์อย่างเคร่งครัด สุภาพ เรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย นิสัยอ่อนโยนละมุนละไม จึงเป็นที่รักของบิดามารดา ครูอาจารย์และญาติมิตรเป็นอันมาก

เมื่ออายุ ๑๕ ปี หลวงพ่อคล้าย ประสบอุบัติเหตุในการถางป่าทำไร่กระดูกปลายเท้า สามนิ้วแตกละเอียด รักษาไม่หาย ด้วยกำลังใจที่เด็ดเดี่ยว พ่อท่านคล้ายได้ใช้มีดตัดปลายเท้าออกด้วยตัวเอง และใช้ยาพอกจนหายเป็นปกติ

ขาของพ่อท่านคล้ายนั้นเสียข้างหนึ่ง คือ ขาด้านซ้ายขาดตั้งแต่ตาตุ่มลงไป (เสียตั้งแต่สมัยเด็กๆ โดนต้นไม้ทับที่บ้านญาติของท่านที่ จ.กระบี่ ขาเป็นหนองเลยต้องตัดทิ้ง โดยท่านใช้มีดปาดตาลตัดเอง) ท่านเลยต้องใส่กระบอกไม้ไผ่แทน

พ่อท่านคล้าย ได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2438 (อายุ 19 ปี) บรรพชาที่วัดจันดี ต.หลักช้าง บรรพชาโดยอาจารย์ พระอธิการจันเจ้าอาวาสวัดจันดี (ทุ่งปอน) และพ่อท่านสามารถท่อง พระปาฏิโมกข์จนได้แม่นยำ

เมื่ออายุครบ ๒๐ ปี จึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ อุทกุกเขปสีมา หรือศาลาน้ำ ได้รับฉายาว่า จนฺทสุวณฺโณ โดยมีพระครูกราย คงคสุวณฺโณ เจ้าอาวาสวัดหาดสูง เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วได้ไปจำพรรษา อยู่ที่วัดทุ่งปอน หรือวัดจันดี

การศึกษาเบื้องต้น พระครูพิศิษฐ์อรรถการ เริ่มศึกษาเบื้องต้นที่บ้าน โดยบิดาเป็นผู้สอน เรียนวิชาคำนวณ และวิชาอักษรโบราณ จนสามารถอ่านออกเขียนชำนาญ ทั้งหนังสือไทยและหนังสือขอม ต่อมาศึกษาต่อในสำนักนายขำ ที่วัดทุ่งปอน บ้านโคกทือ จนจบหลักสูตร ต่อมาได้ไปฝึกหัดเล่นหนังตะลุงกับนายทองสาก ประกอบกับพ่อท่านคล้ายมีหน้าตาดี น้ำเสียงไพเราะ จึงมีคนติดใจการเล่นหนังตะลุงของท่านมาก

ต่อมาปี พ.ศ.2441 พ่อท่านคล้าย ได้เข้าศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลี เรียนมูลกัจจายนะ ในสำนักพระครูกาแก้ว (ศรี) ณ วัดหน้าพระธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช จบหลักสูตรมูล พอแปลบาลีได้ ศึกษาอยู่เป็นเวลา 2 พรรษา

ปี พ.ศ.2443 ต่อมาได้ศึกษาทางวิปัสสนากัมมัฎฐานที่สำนักวัดสามพัน อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีอาจารย์หนูเจ้าอาวาสเป็นผู้สอน

ปี พ.ศ.2445 พ่อท่านคล้าย ได้กลับมาอยู่จำพรรษาวัดหาดสูง ใกล้ตลาดทานพอ ในสำนักพระครูกราย ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของพ่อท่าน เพื่อศึกษาวิปัสสนาและไสยศาสตร์ โดยเหตุที่พระครูกราย เป็นอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาและทรงวิชาคุณทางไสยศาสตร์ในสมัยนั้น

ปี พ.ศ.2447 พ่อท่านคล้าย ได้ไปจำพรรษาที่วัดมะขามเฒ่า อำเภอระโนด จังหวัดสงขลาเพื่อศึกษาภาลีและอภิธรรมเพิ่มเติม

ปี พ.ศ.2448 พ่อท่านกลับจากวัดมะขามเฒ่า มาจำพรรษาอยู่ที่วัดทุ่งปอน (จันดี) ตลอดเวลาที่ท่านจำพรรษา ณ ที่ใดก็ตาม ท่านได้ศึกษาค้นคว้าภาษา บาลี วิชาโหราศาสตร์ และเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ติดต่อกันมาโดยมิได้ประมาท ด้านการก่อสร้างก็ได้สร้างใว้ตามวัดต่างๆพอสมควร

พ่อท่านคล้าย เป็นเจ้าอาวาสวัดสวนขัน

ในปี พ.ศ.2448 พระปลัดคง เจ้าอาวาสวัดสวนขัน ลาสิกขาบท คณะอุบาสกอุบาสิกาของวัดสวนขัน ได้ร่วนกันเสนอไปยัง ท่านพระครูกรายเจ้าคณะแขวงฉวาง ขอแต่งตั้ง”พ่อท่านคล้าย”เป็นเจ้าอาวาส วัดสวนขันแทน ท่านพระครูกรายก็เสนอไปยังเจ้าคณะเมือง (ม่วง เปรียญ) ครั้งดำรงสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณพระศิริธรรมมุนี เจ้าคณะเมือง ได้แต่งตั้งให้พ่อท่านคล้ายเป็นเจ้าอาวาสวัดสวนขันแต่นั้นมา

ประวัติวัดสวนขัน

วัดสวนขันเป็นวัดราษฎร์ เดิมตั้งอยู่ที่ วัดราษฎร์บำรุง ปัจจุบันชาวบ้านเรียกวัดคุดด้วน เพราะตั้งอยู่ริมฝั่งคลองคุดด้วน มีพระปลัดคงเป็นเจ้าอาวาส แต่ที่ตั้งเป็นที่ไม่เหมาะบางประการ เนื่องจากฤดูน้ำก็ถูกน้ำท่วมบ่อยๆและสถานที่คับแคบ จึงทำการย้ายวัดขึ้นไปทางเหนือของคลองคุดด้วน สร้างวัดขึ้นมาใหม่ใน ป่าไม้ขันอันเป็นที่สวนของอุบาสกผู้มีศรัทธาถวายให้วัด และพร้อมใจกันตั้งชื่อวัดว่า วัดสวนขัน

วัดสวนขันปัจจุบันตั้งอยู่ที่ ตำบลสวนขัน กิ่งอำเภอช้างกลาง จ.นครศรีฯ พระปลัดคงได้เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก พระปลัดคงเป็นลูกศิษย์ของพระครูกราย ต่อมาลาสิกขาบทพระครูกรายเสนอพ่อท่านคล้ายให้เป็นพ่อท่านคล้าย ตลอดมาเป็นเวลา65ปี จนถึงวันมรณะภาพ

พ่อท่านเคยแต่งบทกลอนกำดัดสอนนาคใว้น่าฟังดังนี้

ศีลสิบโดยตั้ง รักษาโดยหวัง

องค์ศีลทั่วผอง สองร้อยยี่สิบเจ็ด

สิ้นเสร็จควรตรอง ศีลสิบหม่นหมองสองร้อยมรณา

สมณศักดิ์พ่อท่านคล้าย

ได้เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรีที่พระครูพิศิษฐ์อรรถการในปี พ.ศ.๒๔๙๘ ต่อมาได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นพิเศษในนามสมณศักดิ์เดิม แต่ประชาชนทั่วไปเรียกท่านตามชื่อเดิมว่า พ่อท่านคล้าย

ตำแหน่ง

– ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสวนขัน ตำบลละอาย อำเภอฉวาง ใน พ.ศ. ๒๔๔๕ จนมรณภาพ

– เป็นเจ้าอาวาสวัดธาตุน้อย ใน พ.ศ.๒๕๐๐ เนื่องจากมีการสร้างถนนผ่านกลางวัดจันดีหรือวัดทุ่งปอน ทำให้วัดถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ประชาชนได้ประชุมตกลงสร้างวัดใหม่ในเนื้อที่ที่แยกออกไป เรียกว่า วัดพระธาตุน้อย และแต่งตั้งให้พระครูพิศิษฐ์อรรถการ เป็นเจ้าอาวาส เมื่อท่านมรณภาพไปแล้ว วัดนี้ก็เป็นที่ประดิษฐานสรีระของท่านไว้ในโลงแก้ว

งานด้านศาสนา

พระครูพิศิษฐ์อรรถการ เป็นผู้นำในการสร้างวัดพระเจดีย์ พระพุทธรูป และร่วมกันในการปฏิสังขรณ์บูรณะศาสนสถานเป็นจำนวนมาก ผลงานสำคัญ ดังเช่น สร้างวัด พ่อท่านคล้ายเห็นความสำคัญของปูชนียสถาน จึงได้สร้างวัดขึ้นหลายแห่ง ได้แก่ วัดมะปรางงาม ตำบลละอาย อำเภอฉวาง ใน พ.ศ. ๒๔๙๐ ต่อมา พ.ศ. ๒๕๐๐ ทายาทอึ่งค่ายท่าย ถวายที่ดิน และวัดที่สำคัญที่สุดคือวัดพระธาตุน้อย หรือคนทั่วไปเรียกว่า วัดพ่อท่านคล้าย

พ่อท่านคล้าย สร้างวัดพระธาตุน้อยและเจดีย์

ปี พ.ศ.2505 นายกลับ งามพร้อม อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่9 ตำบลช้างกลาง อำเภอฉวาง ได้ยกที่ดินโคกไม้แดง มีเนื้อที่40ไร่ ถวายพ่อท่านโดยมอบให้เป็นที่ธรณีสงฆ์ที่ดินแปลงนี้อยู่ใกล้สถานีรถไฟคลองจันดี ประมาณ1กิโลเมตร พระครูพิศิษฐ์อรรถการได้สร้างเจดีย์องค์ใหญ่ขึ้นในที่ดินแปลงนี้ เริ่มก่อสร้างเมื่อ 14 มกราคม 2505 ตรงกับวันขึ้น 9ค่ำ เดือนยี่ ปีฉลู เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่นายประคอง ช่วยเพ็ชร ถวายมาจากกว๊านพะเยา (ปัจจุบันเป็นจังหวัดพะเยา) โดยยึดรูปแบบมาจากวัดพระมหาธาตุทั้งหมด ทุนรอนในการก่อสร้างได้มาจาก พ่อค้า คหบดี ข้าราชการ และประชาชน ฝ่ายสงฆ์มีพระใบฏีกาครื้น โสภโณ เจ้าอาวาสวัดจันดีในสมัยนั้น เป็นผู้อำนวยการสร้าง ฝ่ายฆราวาสมี พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ ราชเดช เป็นประธาน พระเจดีย์องค์นี้มีฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ27เมตร สูง 70เมตร การก่อสร้างสำเร็จในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ องค์พระเจดีย์ มองเห็นเด่นแต่ไกล ถ้านั่งรถไฟเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ก่อนขบวนรถจะถึงสถานีคลองจันดี จะมองเห็นพระเจดีย์อยู่ทางซ้ายมือ+ พ่อท่านคล้ายได้สร้างพระเจดีย์ไว้หลายองค์ ได้แก่ เจดีย์วัดสวนขัน เจดีย์บ้านควรสวรรค์ ตำบลนาแว อำเภอฉวาง เจดีย์วัดยางค้อม อำเภอพิปูน และที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี ได้แก่ เจดีย์วัดสวนขันอำเภอพระแสง และเจดีย์หน้าถ้ำขมิ้น บนภูเขาอำเภอนาสาร

งานด้านพัฒนาท้องถิ่น

พ่อท่านคล้าย จัดได้ว่าเป็นนักพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ตลอดชีวิต ทำงานโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ได้เดินทางไปพัฒนาในที่ต่าง ๆ มากมาย สร้างถนน สะพานมากมาย ด้วยเมตตาบารมีและความเคารพศรัทธาของศิษย์และประชาชน ดังเช่น

สร้างถนนเข้าวัดจันดี

ถนนจากตำบลละอายไปพิปูน

ถนนจากวัดสวนขันไปยังสถานีรถไฟคลองจันดี

ถนนจากตำบลละอายไปนาแว

ถนนระหว่างหมู่บ้านในตำบลละอาย

สะพานข้ามคลองคุดด้วนเข้าวัดสวนขัน

สะพานข้ามแม่น้ำตาปีจากตลาดทานพอไปนาแว

สะพานข้ามคลองเสหลา หน้าวัดมะปรางงาม

สะพานข้ามคลองจันดี เป็นต้น

ด้านความมีเมตตาและวาจาสิทธิ์

ศิษย์ยานุศิษย์และประชาชนที่เคารพนับถือ ศรัทธาพ่อท่านคล้ายได้เชื่อถือถึงความศักดิ์สิทธิ์ของวาจา พูดอย่างไรเป็นอย่างนั้น พ่อท่านคล้ายจะพูดจากับทุกคนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและแจ่มใสอารมณ์เยือกเย็นอยู่ตลอดเวลา ท่านมักจะให้พรกับทุกคน “ขอให้เป็นสุข เป็นสุข” ผู้ที่เคารพนับถือท่านต่างพากันกลัวคำตำหนิ เพราะผู้ที่ถูกตำหนิทุกรายล้วนแต่พบความวิบัติ คนส่วนมากจึงหวังที่จะได้รับคำอวยพร เพราะคำเหล่านั้นเป็นการพยากรณ์ที่แม่นยำทั้งในทางดีและทางเสื่อมเสีย

คนที่ไปนมัสการ”พ่อท่านคล้าย”หวังที่จะได้วัตถุมงคล พระเครื่อง บ้างขอน้ำมนต์ ชานหมาก แหวน ผ้ายันต์ เหรียญ รูปหล่อ รูปพิมพ์ ซึ่งพ่อท่านคล้ายก็ได้มีเมตตาให้กับทุกคน ยิ่งชานหมากของท่านหากใครได้รับจากมือท่านเป็นต้องหวงแหนอย่างที่สุด

พ่อท่านคล้าย มรณภาพ

พ่อท่านคล้ายหรือพระครูพิศิษฐ์อรรถการ เมื่อครั้นถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2513 ตรงกับแรม 9ค่ำ เดือน12 ปีจอ พ่อท่านจะต้องเดินทางไปจังหวัดสุรินทร์ เนื่องในงานพุทธาภิเษกที่คณะพุทธบริษัท จังหวัดนั้นนิมนต์ใว้ เวลา 16.00 น. ของวันเดินทาง คณะศิษย์เป็นว่าพ่อท่านอาพาธกระทันหัน จึงนิมนต์พ่อท่านขึ้นรถด่วนเข้ากรุงเทพ ถึงวันรุ่งขึ้นได้นำพ่อท่านเข้าโรงพยาบาลพระมงกุฎในวันนั้น แพทยืได้พยายามรักษาจนเต็มความสามารถ เป็นเวลา14วัน อาการมีแต่ทรงกับทรุด ครั้งถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2513 เวลา23.05 น. พ่อท่านคล้าย มรณะภาพด้วยอาการสงบ รวมอายุได้ ๙๖ ปี เมื่อบำเพ็ญกุศลครบ ๑๐๐ วัน จึงได้บรรจุสรีระของท่านไว้ในโลงแก้ว ประดิษฐานอยู่ในองค์พระเจดีย์ในวัดพระธาตุน้อยจนถึงปัจจุบัน

หลวงพ่อแดง วัดคุณาราม

เอเชียก็มีมัมมี่ เป็นมัมมี่ที่น่าพิศวง ยิ่งกว่า แตกต่างยิ่งนัก เพราะเป็นเรื่องของพลัง จิต เป็นศาสตร์แห่งโลกตะวันออกที่ วิทยาศาสตร์ ยังยากจะอธิบาย เช่น ร่างของ หลวงพ่อแดง ปิยสีโล แห่งวัดคุณาราม เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ที่หลังจากมรณภาพ แล้ว ไม่ได้ผ่านกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง กลับไม่เน่าสลาย! ความน่าพิศวงดังกล่าวทำให้ รอน เบ็คเก็ต และ เจอรัลด์ คอนล็อก สองศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยควินนิเปก ในเมืองแฮมเดน มลรัฐคอนเนกติกัต ผู้ซึ่งนำเอาวิทยาการทางการแพทย ์สมัยใหม่และ ความล้ำหน้า ของเทคนิคต่างๆ มาไขเรื่องราวที่ถูกฝังไปพร้อมกับ มัมมี่ทั่วโลก รีบรุดเข้าพิสูจน์ร่างที่ไม่เน่าของ หลวงพ่อแดง ทางวัดเองก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยวางเงื่อนไขเพียงให้ขอขมา ด้วยดอกไม้ ธูปเทียน ก่อนทำการพิสูจน์ และห้ามทำการใดๆ ให้ร่างของหลวงพ่อแดง เสียหาย ทั้งสองเริ่มกระบวนการพิสูจน์เมื่อ สิงหาคมปีที่แล้ว โดยเอกซเรย์ส่วนของศีรษะ และลำตัว เพื่อตรวจดูความสมบูรณ์ของ อวัยวะภายใน นอกจากนี้ก็นำ endoscope คือท่อขนาดจิ๋ว มีความยืดหยุ่นสูง ส่วนปลายติดกล้องถ่ายวิดีโอขนาดเล็กมาก ใส่เข้าไปทางช่องระหว่างฟัน เพื่อสำรวจอวัยวะภายใน รอน อธิบายถึงกระบวนการเป็นมัมมี่ว่า “เวลาที่เราพูดถึงมัมมี่ เราจะพูดถึงแบคทีเรียตัวหนึ่งที่เป็นสาเหตุให้ ร่างกายเน่าสลาย การทำมัมมี่จึงมักใช้วิธีการฆ่าแบคทีเรียตัวนี้ ทำให้ไม่มีตัวย่อยสลายเนื้อเยื่อ ร่างกายนั้นก็จะแห้งลงโดยธรรมชาติ แต่มัมมี่ที่อื่นที่เห็นมาจะต่างจาก หลวงพ่อแดงซึ่งดูเหมือน จริง มาก หลังจากพิสูจน์แล้ว เราประหลาดใจมากเพราะทุกส่วนยังคงสภาพดีมากๆ ไม่ว่าจะเป็นผิวหนังที่เหมือนผิวคน ที่ค่อยๆ แห้งไปแบบธรรมชาติ สมองก็หดตัวเพียง 20% ส่วนอวัยวะภายในเท่าที่เอกซเรย์พบว่ายังอยู่ครบ ไม่ว่าจะเป็นหัวใจ ปอด ตับ ฯลฯ เพียงแต่มันแห้งลง และหดตัวนิดหน่อย” ลักษณะการหดตัวของผิวหนัง นี่เองที่ใช้อธิบายว่าทำไม มัมมี่บางร่างไม่เพียงไม่เน่าสลาย แต่เส้นผมและเล็บก็ยาวขึ้นด้วย รวมทั้งลักษณะของปากที่เมื่อนานไปปากที่เคยปิดสนิท กลับค่อยๆ เผยอออก ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยควินนิเปกรอน อธิบายอีกว่า ขณะ นี้ยังไม่สามารถสรุปถึงสาเหตุของการไม่เน่า สลายของหลวง พ่อแดงได้ เพราะทำได้เพียงเอกซเรย์และ ส่องกล้อง ถ้าได้เส้นผมหรือชิ้นอวัยวะไปพิสูจน์ตาม กระบวนการทางวิทยาศาสตร์จะทราบผลแน่นอน แต่เท่าที่ สันนิษฐาน เบื้องต้นคาดว่า เป็นเพราะการอด อาหารอดน้ำนานถึง 15 วัน ทำให้แบคทีเรียที่ย่อยสลายเนื้อเยื่อตายหมด “ตามหลักการ แล้วเชื่อว่า ก่อนที่หลวงพ่อแดงจะมรณภาพ น่าจะได้ดื่ม น้ำเกลือ เข้าไป ทำให้กระบวนการดังกล่าว เสร็จสิ้นลงโดยสมบูรณ์” กระนั้นก็ไม่มีผู้ยืนยันว่าก่อนมรณภาพ หลวงพ่อแดง ได้ดื่มน้ำเกลือหรือไม่ หรืออาจจะเป็นเพราะไอ จากน้ำทะเลช่วย ให้กระบวนการดังกล่าวสมบูรณ์ลง! ที่น่าสนใจก็คือ ทั้งรอนและเจอรัลด์เชื่อว่า การทำสมาธิ ทำให้ร่างของหลวง พ่อแดงไม่เน่าสลาย เมื่อปีกลายที่นักวิทยา ศาสตร์ทั้งสองเข้ามา พิสูจน์ร่างของหลวงพ่อแดง ทั้งคู่ได้มีโอกาส ฝึกนั่งสมาธิ และพบว่าการกำหนด ลมหายใจเข้า- ออกช่วยผ่อนคลายกล้าย

5937

ฉลาดผูก ฉลาดแก้

9153

ในการอยู่ร่วมกันในสังคม ย่อมจะมีปัญหาน้อยใหญ่เข้ามากระทบกระทั่งกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อปัญหาเกิดขึ้นกับเราแล้ว สิ่งสำคัญเราจะต้องมีปฏิภาณ คือความฉลาด มาแก้ไขปัญหาต่างๆ ส่วนใครจะฉลาดมาก ฉลาดน้อย ย่อมแล้วแต่ความรู้ที่ได้เล่าเรียนได้สัมผัสมา ถ้ามีความรู้มาก ก็ยิ่งมีกำลังสามารถมาก ถ้ามีความรู้ความฉลาดน้อย แต่ได้รับการฝึกฝนเพิ่มเติม ก็อาจจะฉลาดได้ คนบางคนเพียงแต่ฉลาดผูกแต่ไม่ฉลาดแก้หรือเพียงแต่ฉลาดแก้แต่ไม่ฉลาดผูก ก็ย่อมที่จะไม่อำนวยให้ชีวิตของเขาประสบความสำเร็จได้ ต้องฉลาดทั้งผูกและฉลาดทั้งแก้ เราเรียกคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตหลายๆ ด้านว่า เป็นผู้มีความสามารถสูงนั้น ในความเป็นจริงแล้ว ความสามารถดังกล่าวก็คือความเป็นผู้ฉลาดผูกฉลาดแก้นั่นเอง

คำว่า ฉลาดผูกนั้น หมายถึง ให้เรารู้จักผูกไมตรี ให้มีมนุษยสัมพันธ์ในสังคม เราต้องยอมรับความจริงว่า คนเราจะอยู่คนเดียวในโลกนี้ไม่ได้ นักปราชญ์กล่าวว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ธรรมชาติสร้างมนุษย์ขึ้นมาโดยหวังที่จะให้อยู่กันเป็นหมู่เป็นสมาคม ต้องพึ่งพาอาศัยกันช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน จึงจะมีความสุข สมกับเป็นมนุษย์

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า คนที่จะมีพวกพ้องเพื่อนฝูงมาก หรือควบคุมบริษัทบริวารให้มีความรักใคร่สนิทสนมกับตนได้นั้น ต้องประพฤติตามหลักธรรมสำหรับยึดเหนี่ยวน้ำใจคน ที่เรียกว่า สังคหวัตถุ เพราะเป็นความประพฤติอันดีงาม สามารถเหนี่ยวรั้งน้ำใจผู้อื่นให้รักใคร่เคารพนับถือทั้งต่อหน้าและลับหลังอย่างไม่จืดจาง

สังคหวัตถุ 4 ประการคือ 1.ทาน การให้ 2.ปิยวาจา พูดวาจาไพเราะ อ่อนหวาน 3.อัตถจริยา ทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น และ 4.สมานัตตตา การวางตนเสมอต้นเสมอปลายไม่ถือตัว

ส่วนคำว่า ฉลาดแก้ หมายถึง ความฉลาดสามารถในการแก้ไขปัญหา หรือความยุ่งยากของชีวิต มนุษย์เรานั้นมีความยุ่งอยู่ 2 อย่าง คือ 1.ยุ่งภายใน 2.ยุ่งภายนอก

ส่วนยุ่งภายในนั้นเป็นเรื่องของจิตใจ คือ จิตใจดิ้นรนกระวนกระวาย ไม่มีความสงบ เพราะถูกความโลภ ความโกรธ ความหลง เข้าครอบงำ ขาดความอิสระ ขาดความสุขใจ เมื่อเกิดความยุ่งภายในขึ้น ถ้าระงับไว้ไม่อยู่ก็แสดงออกมาภายนอกทางตาบ้าง ทางปากบ้าง ทางมือบ้าง ทำให้พฤติกรรมทางกาย วาจา ของเราผิดปกติไป

ส่วนยุ่งภายนอก หมายถึง ยุ่งเรื่องทรัพย์สมบัติ เรื่องญาติพี่น้อง เรื่องการอุปโภคบริโภค

สาเหตุที่มนุษย์เราต้องยุ่งกันอย่างนี้ ก็เพราะความอยาก ซึ่งความอยากก็มีหลายประเภท เช่น อยากมี อยากเป็น อยากรวย อยากสวย อยากสุข อยากสบาย เป็นต้น ความอยากแต่ละอย่าง เกิดขึ้นที่ใจก่อน เมื่อใจเกิดอยากขึ้นแล้วก็เป็นเหตุให้มีการกระทำทางกาย ทางวาจา อยากอย่างใด ก็ทำอย่างนั้น ทำให้พอแก่ความอยาก แต่ใจของเราไม่เคยรู้จักพอ พร่องอยู่เป็นนิจ ไม่รู้จักเต็ม จึงทำให้คนเราต้องลำบากเดือดร้อน

ดังนั้น เมื่อเกิดความอยากขึ้น ท่านบอกให้ฉลาดในการแก้ไขปัญหา ได้แก่ความรู้จักพอประมาณ พอดี พอเพียงนั่นเอง

ฉะนั้น ความเป็นผู้ฉลาดผูกฉลาดแก้ เป็นคุณสมบัติอันสำคัญอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตในสังคมยุคปัจจุบัน เพราะผู้ที่ฉลาดผูกไมตรีโดยยึดหลักสังคหวัตถุ 4 ประการ ย่อมเป็นที่เคารพนับถือของคนโดยทั่วไป สามารถที่จะทำให้สังคมร่มเย็นเป็นสุขได้ ส่วนผู้ฉลาดแก้ ย่อมเป็นอุบายวิธีในการสร้างความสุขให้แก่ตัวเอง สร้างครอบครัวให้มีความมั่นคง ลดปัญหาสังคมลงได้

ดังนั้น สมควรที่ท่านสาธุชนจะน้อม นำไปพิจารณาด้วยปัญญาอันชอบ แล้วปฏิบัติตามกำลังและโอกาส ย่อมก่อให้เกิดความสงบสุขในชีวิตตลอดไป

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
โดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

สาระของชีวิต

7289239892

สิ่งที่ไม่เป็นแก่นสารหรือไม่มีสารประโยชน์ในโลกนี้มีมากมาย แต่เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้วก็มีอยู่ 3 อย่าง คือ 1.ชีวิต 2.ร่างกาย 3.ทรัพย์สมบัติ

ชีวิต ได้แก่ ความเป็นอยู่ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงร่างกายให้ดำรงชีพอยู่ และเป็นเครื่องหมายแห่งการเป็นการตายของสัตว์โลก เมื่อชีวิตยังไม่ดับ สัตว์ก็ชื่อว่ายังไม่ตาย เมื่อชีวิตดับลงแล้ว สัตว์ก็ชื่อว่าตายแล้ว อันลักษณะของชีวิตนี้ เป็นของไม่คงที่ ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ย่อมหมดเปลืองไปตามวันคืนที่ล่วงไป แม้ว่าชีวิตจะดับเหมือนกันหมดก็จริง แต่ก็มีข้อแตกต่างกัน กล่าวคือชีวิตของคนบางคนยืนยาว ชีวิตของบางคนเกิดมายังไม่ทันไรก็ตายเสียแล้ว แต่การที่ชีวิตจะยาวหรือสั้นนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ จะนึกปรารถนาเอาได้ตามใจตนเอง เพราะเป็นเรื่องของกุศลและอกุศล เช่น ชีวิตของคนบางคนเศร้าหมองก็มี ผ่องใสก็มี ขมขื่นก็มี สดชื่นก็มี ทั้งนี้ก็เป็นเพราะความประพฤติเรียบร้อยดีงามหรือความประพฤติไม่ดีไม่งาม ด้วยเหตุนี้เองชีวิตจึงจัดว่าเป็นของหาแก่นสารมิได้

ร่างกาย ได้แก่ อวัยวะน้อยใหญ่ความกันเข้าเป็นอัตภาพ เรียกตามบัญญัติว่า สัตว์บ้าง บุคคลบ้าง อันร่างกายนี้เป็นของไม่ถาวร พอเกิดขึ้นแล้วก็ตกอยู่ใต้อำนาจของชราพยาธิมรณะชราทำให้แก่ให้ทรุดโทรมทุพพลภาพ ความแก่ความเจ็บความตายเป็นภัยที่ใครๆ นี้ไม่สามารถจะหนีพ้นได้ เพราะเป็นตัวทุกข์ประจำสังขาร ยังเป็นสังขารอยู่ตราบใด ก็ต้องประสบทุกข์ภัยเหล่านี้ตราบนั้น ด้วยเหตุนี้ ร่างกายจึงเป็นสิ่งที่หาสาระแก่นสาร อะไรไม่ได้เลย

ทรัพย์สมบัติ ได้แก่ บรรดาเครื่องอุปโภคบริโภคทั้งหมด อันเป็นอุปการะแก่ชีวิตและร่างกาย ขึ้นชื่อว่าทรัพย์สมบัติย่อมเป็นของที่ทุกคนปรารถนา เพราะผู้มีทรัพย์มากก็มีสุขมาก ผู้มีทรัพย์น้อยก็มีสุขน้อย ด้วยเหตุนี้เองทุกคนจึงกล้าลงทุนลงแรงและพากเพียรพยายามประกอบงานโดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยเมื่อยล้า แต่ทรัพย์สมบัติเหล่านี้ล้วนเป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอน เป็นสิ่งสมมติในโลกใบนี้เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ทรัพย์สมบัติจึงจัดเป็นอสาระหาแก่นสารอะไรไม่ได้เลย

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงตรัสสิ่งที่เป็นสาระหรือคุณภาพแห่งชีวิตอันแท้จริง ไว้ 5 ประการ คือ

1.ศรัทธา หมายถึง ความเชื่อต่อสิ่งที่ควรเชื่อโดยใช้ปัญญาคอยควบคุม สิ่งที่ควรเชื่อนั้นคือเชื่ออะไร? ในทางพระพุทธศาสนาท่านสอนให้เชื่อกรรมคือการกระทำของตนเอง คือ เชื่อว่าทำดีให้ผลดีเป็นความสุข ทำชั่วให้ผลเป็นความทุกข์ เป็นต้น

2.ศีล หมายถึง การรักษามารยาททางกายและวาจาให้เรียบร้อยดีงาม เว้นจากการเบียดเบียนกันและกันด้วยกายวาจา

3.สุตะ หมายถึง การสดับตรับฟังตลอดจนถึงการอ่าน บ้านเมืองของเราจะเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าได้ก็ต้องอาศัยพลเมืองมีความรู้มีคุณธรรม ฟังอ่านในสิ่งที่เป็นประโยชน์ แล้วนำไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม

4.จาคะ หมายถึง การเสียสละทรัพย์สมบัติของตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น และเสียสละ คือ ลดละเลิก อารมณ์โลภ อารมณ์โกรธ อารมณ์หลง อันเป็นกิเลสภายในใจ

5. ปัญญา หมายถึง ความรอบรอบรู้เฉลียวฉลาด ปัญญานี้นับว่า เป็นคุณธรรมสำคัญที่สุด มีศรัทธาความเชื่อ แต่ปราศจากปัญญาก็ถือว่าเข้าข่ายงมงาย รักษาศีลโดยปราศจากปัญญาก็รักษาอย่างไม่ถูกต้อง ดังนั้นปัญญาจึงนับว่าสำคัญยิ่งทั้งในทางโลกและทางธรรม ทำให้ชีวิตมีแก่นสารสาระอย่างแท้จริง

คุณธรรมทั้ง 5 ประการ ดังกล่าวมานี้ เป็นสิ่งที่มีสาระ บุคคลใดสามารถทำให้เกิดมีขึ้นในตน บุคคลนั้นย่อมสามารถทำตนให้มีสาระแก่นสาร มีคุณภาพที่ดี ย่อมประสบความสงบร่มเย็นทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า ท่านสาธุชนทั้งหลาย จงอย่าเสียเวลากับสิ่งที่ไม่เป็นแก่นสารสาระเลย รีบหันมายึดเอาสิ่งที่เป็นแก่นสารสาระตามหลักทางพระพุทธศาสนา จะทำให้ชีวิตของท่านทั้งหลายมีคุณ ภาพที่ดี มีประโยชน์แก่ตนเองและสังคม และเป็นการปฏิบัติธรรมทางศาสนาอย่างแท้จริง

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
โดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

มองโลกอย่างไร ได้ชีวิตอย่างนั้น พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี)

789944455696

ในโลกนี้มีวิธีคิดอยู่หลายแบบ วิธีคิดแต่ละแบบก็มีจุดดี จุดด้อย แตกต่างกันไป วิธีคิดที่คนส่วนใหญ่รู้จักก็มีอยู่ ๓ แบบ ได้แก่

๑. วิธีคิดแบบมองโลกในแง่ดี
๒. วิธีคิดแบบมองโลกในแง่ร้าย
๓. วิธีคิดแบบมองโลกตามความเป็นจริง

วิธีคิดแบบมองโลกในแง่ดี ก็คือ การรู้จักมองหาคุณค่า หรือแง่ดี แง่งาม ท่ามกลางสภาวะที่ไม่พึงประสงค์ เช่น เมื่อตกอยู่ท่ามกลางวิกฤติ ก็ให้รู้จักมองหาโอกาส หรือเมื่อต้องทำงานหนัก ก็ให้มองว่า งานหนักจะมาพร้อมกับความเชี่ยวชาญ หรือเมื่อต้องพบกับอุปสรรคมากมายในชีวิตก็ให้มองว่า นั่นคือการทดสอบจากพระเจ้า เมื่อสอบผ่านก็จะได้รับรางวัลก้อนใหญ่ หรือเมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ก็ให้คิดเสียว่า นั่นเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของคำแนะนำ หรือเมื่อต้องพบกับความผิดหวัง ก็ให้คิดเสียว่า เป็นวิธีที่ธรรมชาติกำลังมอบภูมิต้านทานในการดำรงชีวิต

การมองโลกในแง่ดี มีข้อดีก็คือ ทำให้เรารู้จักหาประโยชน์จากสิ่งที่ไร้ประโยชน์ หาสุขจากทุกข์ หาข้อดีท่ามกลางข้อเสีย การมองเช่นนี้ จะส่งผลให้มีกำลังใจในการสู้ชีวิตเหมือนที่มหาตมะ คานธี ถูกจับโยนลงจากรถไฟในแอฟริกาใต้ ในเวลาต่อมาท่านเล่าว่า เหตุการณ์เลวร้ายคราวนั้น ทำให้ท่าน “รู้จักคิด” จนท่านกล่าวว่า “ประสบการณ์ที่สร้างสรรค์ที่สุด มักเกิดจากบทเรียนที่เจ็บปวดที่สุด” การรู้จักมองโลกในแง่ดี จึงทำให้มีแรงบันดาลใจในการเผชิญหน้ากับความยุ่งยากของชีวิตได้เป็นอย่างดี

ท่านพุทธทาสภิกขุ เขียนกวีเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า

“เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา จงเลือกเอาส่วนที่ดีเขามีอยู่
เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย

จะหาคนมีดีโดยส่วนเดียว อย่ามัวเที่ยวค้นหาสหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหาหนวดเต่าตายเปล่าเลย ฝึกให้เคยมองแต่ดีมีคุณจริง”

วิธีคิดแบบมองโลกในแง่ร้าย ก็คือ การมองเห็นแต่จุดด้อยของสิ่งต่าง ๆ ซึ่งมักเกิดขึ้นจากความกังวลจนเกินเหตุ แต่วิธีคิดแบบนี้มีจุดแข็งก็คือ ทำให้เกิดการเฝ้าระวังในสิ่งที่กำลังคิดหรือทำอยู่ แต่จุดอ่อนก็คือ หากวิตกมากเกินไปก็ทำให้ไม่มีโอกาสได้ชื่นชมสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ในคน หรือสิ่งต่าง ๆ ในแง่จิตใจก็ทำให้จิตใจหดหู่ ท้อแท้หรือจิตตก ไม่มีกำลังใจในการลุกขึ้นมาทำอะไร หรือบางกรณีทำให้เป็นคนที่ยอมจำนนต่อปัญหา ยอมแพ้ต่ออุปสรรคทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ใช้ความเพียรพยายามอย่างถึงที่สุด

วิธีคิดแบบมองโลกตามความเป็นจริง ก็คือ การมองเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างตรงไปตรงมา ไม่สุดโต่งไปด้านดี หรือด้านร้ายตามความรู้สึกที่ตนคิดเอาเอง แต่เป็นการมองลงไปตรง ๆ ยังตัวปัญหาที่อยู่ตรงหน้าด้วยปัญญาที่เป็นกลาง แล้วใช้ปัญญาที่เป็นกลางนั้น แสวงหาวิธีแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล ซึ่งวิธีคิดเช่นนี้มีอยู่ในหมู่นักวิทยาศาสตร์ หรือปัญญาชนที่รักการใช้เหตุผลอย่างบริสุทธิ์ใจ ผลของวิธีการ มองโลกตามความเป็นจริงก็คือ สามารถแก้ปัญหาชีวิตได้จริงอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่อยู่กับความหวังมากเกินไปเหมือนการมองโลกในแง่ดี ไม่วิตกมากเกินไปจนไม่กล้าทำอะไรเหมือนการมองโลกในแง่ลบ แต่เป็นการอยู่กับความจริงที่เป็นจริงด้วยปัญญาแท้ ๆ และแก้ปัญหาชีวิตไปบนพื้นฐานข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา

วิธีคิดแบบมองโลกตามความเป็นจริง เป็นวิธีคิดหลักอย่างหนึ่งของพุทธศาสนา ซึ่งเรามักจะได้ยินผ่านวลีที่ว่า “จงมองโลกอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่อย่างที่เราอยากให้เป็น” ในวิธีคิดสามแบบนี้ วิธีคิดแบบที่สามนับว่ามีประโยชน์มากที่สุด เพราะเป็นวิธีคิดที่มุ่งแก้ปัญหาโดยไม่ก่อ ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง พูดอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นวิธีดับทุกข์ ไม่ใช่แค่กลบทุกข์

ถ้าความทุกข์ที่เกิดกับชีวิตเป็นของจริง วิธีที่จะดับทุกข์ ก็ต้องเป็นวิธีคิดแบบมองโลกตามความเป็นจริง ทุกข์จึงจะ ถูกดับหรือถูกกำจัดอย่างถอนรากถอนโคน เคยถามตัวเองบ้างไหมว่า เรากำลังใช้วิธีไหนในการดับทุกข์?.

เสี้ยววินาทีนั้นมีค่านัก

1110011151263456

ชีวิตคนเรานั้น ใน

1 ปี มีอดีต ปัจจุบัน อนาคต
1 เดือน ยังมี อดีต ปัจจุบัน อนาคต
1 วัน นั้นยังมี อดีต ปัจจุบัน อนาคต
1ชั่วโมง ยังมี อดีต ปัจจุบัน อนาคต
1นาที ยังมี อดีต ปัจจุบัน อนาคต
1วินาที ยังมี อดีต ปัจจุบัน อนาคต
แต่ 1 เสี้ยววินาทีนั้นมีเพียงปัจจุบันหรือความจริงเสมอ

ทุกชีวิตอยู่เพียงแค่เสี้ยววินาที หากอยากรู้ว่าอายุยืนกี่ปีก็ดูที่เสี้ยววินาทีนั้นหรือปัจจุบัน นั่นคือความจริงแท้แน่นอน ทุกก้าวย่าง ทุกอิริยาบถ ให้กำหนดรู้ รู้อะไรหนอ รู้ตามความเป็นไป รู้ตามความไหวนิ่งของกายกับจิต รู้ตามปัจจุบัน เมื่อก้าวย่างก็ย่างหนอ เมื่อจิตคิดก็คิดหนอ เมื่อปวดก็ปวดหนอ รู้อยู่อย่างนั้น รู้ทันอารมณ์ ทุกข์ สุข เฉย ๆ ให้กำหนด กำหนดลดกำหนัดตัดวงจรหยุด โลภ โกรธ หลง

เมื่อโลภ โกรธ หลง ไม่มี กามตัณหา ภาวตัณหา วิภาวตัณหา ก็ไม่เกิด ภพ ภูมิ ชาติ ชรา มรณะ ก็ย่อมไม่บังเกิดเช่นกัน
กายพร้อม วาจาพร้อม ใจพร้อม ศีลบริสุทธิ สติยึดครอง ร่องเรือปัญญา เทียบท่าอริยชน พ้นแดนทุกขวัฏฏสงสาร สู่นิพพานแดนสุขสงบว่างโล่งโปร่งเย็น

มโนธรรม

มโนธรรม

5546456

หัวใจต้นไม้คือดิน หัวใจมุนินคือธรรม
หัวใจพระคือความอดทน หัวใจคนคือความขยัน
ส่วนหัวใจของฉัน คือพระรัตนตรัย
อันมีพระพุทธผู้สูงล้ำ พระธรรมผู้สูงส่ง
พระอริยสงฆ์ ผู้ว่างโล่งโปร่งเย็น

พระมหาไพรวัลย์ วัดสร้อยทอง เขียน “อนุสติจากการมรณภาพของหลวงพ่อคูณ”

78956154859789

พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ แห่งวัดสร้อยทอง เผยแพร่บทความ “อนุสติจากการมรณภาพของหลวงพ่อคูณ” ในเฟซบุ๊ก ถึงการจากไปของหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ แห่งวัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา มีใจความว่า

การมรณภาพของหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ หรือเรียกอย่างพระมีสมณศักดิ์ก็คือ พระเทพวิทยาคม แห่งวัดบ้านไร่ จังหวัดนครราชสีมา ได้นำความอาลัยมาสู่ชาวพุทธทั้งที่เป็นชาวบ้านและพระภิกษุสามเณรอยู่ไม่น้อย แม้เราจะทราบกันดีว่า ในมุมมองของศาสนาพุทธ ความตาย ถือเป็นเรื่องปกติสามัญที่สุดซึ่งมนุษย์ทุกคนจะต้องพบเจอเข้าจนได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

โดยเฉพาะก็สำหรับนักบวชอย่างพระด้วยแล้ว การมีชีวิตอยู่ก็คือการเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความตายได้ทุกเมื่อนั่นเอง แต่การจากไปของหลวงพ่อคูณในครั้งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นการสูญเสียบุคลากรที่มีคุณค่าของพระพุทธศาสนาไปอีกท่านหนึ่ง ย่อมเป็นสิ่งยากต่อการข่มใจไม่ให้รู้สึกถึงความอาลัยได้

ก่อนหน้าที่หลวงพ่อคูณท่านจะมรณภาพ ก็เคยมีข่าวลือเกี่ยวกับการมรณภาพของท่านออกมาหลายครั้ง ให้เป็นที่ต้องได้กังวลของชาวพุทธหลายคน ซึ่งให้การเคารพนับถือท่าน แต่ทุกครั้งที่มีข่าว สุดท้ายก็มักจบลงด้วยความไม่เป็นจริงอยู่เสมอ และที่น่าสังเกตมากไปกว่านั้น คือหลังจากการมีข่าว มักจะมีเรื่องของการสร้างวัตถุมงคลตามมาด้วย มีการเข็นสรีระที่ดูอิดโรยและไร้สติของหลวงพ่อออกมาพบชาวบ้าน อย่างเกิดภาพที่ไม่ชวนให้เลื่อมใสเลย

หนักเข้าจนระยะหลัง คนในสังคมเริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมของบรรดาลูกศิษย์คนใกล้ชิดหลวงพ่อมากขึ้น ที่ไม่ยอมให้ท่านได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เสียที ทั้งที่สังขารร่างกายของท่านอ่อนล้าเต็มทีแล้ว ถึงกับมีการเสียดสีวัตถุมงคลรุ่นหลังที่สร้างขึ้นว่า “รุ่นกูไม่รู้เรื่อง” เลยทีเดียว

พูดถึงหลวงพ่อคูณนั้น แน่นอนว่า ท่านเป็นพระที่ชาวบ้านให้การเคารพนับถือและศรัทธาเลื่อมใส โดยเฉพาะก็คนในแถบภาคอีสาน ที่ดูจะเชื่ออย่างสนิทใจเลยว่า หลวงพ่อเป็นพระสุปฏิปันโนที่มีวิชาอาคม ไปในทางของไสยเวทย์ ดั่งราชทินนามจากสมณศักดิ์ของท่านที่ว่า พระเทพวิทยาคม นั้น ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงกิตติศัพท์ในเรื่องนี้ได้ดี

แต่ในภูมิหลังแล้ว ใครจะทราบว่า พระเกจิอย่างหลวงพ่อคูณ ก็เป็นแค่พระธรรมดารูปหนึ่ง ที่เพียรบำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์ของสังคมเท่านั้น ดังที่ปรากฏว่าเคยมีนักข่าวไปสัมภาษณ์ท่านว่า หลวงพ่อมีฌาน จริงหรือเปล่า ท่านก็ตอบอย่างไม่อวดอุตตริว่า กูไม่รู้หรอก มีญานอะไร มีก็แต่ยานโตงเตง นี่คืออารมณ์ขันของท่าน ไม่ต่างจากที่มีคนถามท่านว่า ทำไมถึงใช้วิธีเคาะหัว ไม่พรมน้ำมนต์เหมือนวัดอื่น ท่านก็ตอบอย่างติดตลกว่า พรมไม่ไหวหรอก วัดมันแคบ พรมไปพรมมาเดี๋ยวเปียกแฉะ

ถึงเรื่องวัตถุมงคลเล่า ท่านก็เคยพูดไว้ชัดเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ว่า ที่มันขายกันหน้าวัด ไม่ใช่ของกูดอก แต่ก็ไม่ได้ห้าม เพราะเห็นว่ามันต้องเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียมัน กูเข้าใจ และถึงท่านจะเป็นพระเกจิ ที่ขาดเรื่องของการปลุกเสกเครื่องรางของขลังและรับเงินทองไม่ได้ แต่ท่านก็เคยพูดไว้ชัดว่า กูไม่เคยพูดว่า เอาเหรียญไปเอาพระไปแล้ว ไปอวดดีอวดเก่ง ให้เอาไปห้อยคอ ใส่กระเป๋าไว้ กระตุ้นเตือนใจว่า เราจะไปทำสิ่งที่ชั่วช้าสารเลวอย่างหนึ่งอย่างใด ก็ให้นึกถึงคุณพระ ไม่ใช่เอาไปยิงไม่ตาย ฟันไม่เข้า กูไม่เคยพูดเลย เป็นต้น

ส่วนเรื่องเงินนั้น มีคนมาทำบุญ ท่านก็รับ แต่ท่านจะบอกว่า ไม่ใช่เงินกู เขาไม่ได้เอามาถวายกู เขาเอามาฝาก กูก็ตีกลับ กูเอาเงินนั่นไปทำสร้างสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์ ให้แก่ชาติบ้านเมือง อย่ามาว่าของกู อาตมาออกจะชอบใจที่ครั้งหนึ่งเคยมีนักข่าวไปถามท่านว่า หลวงพ่อทำไมไม่สร้างวัด สร้างแต่โรงพยาบาลสร้างแต่โรงเรียน ท่านตอบอย่างน่าคารวะว่า โรงพยาบาล มึงไปดูเถอะ ไม่ว่าในสถานที่หนึ่งที่ใด คนจะหาบ้านพักไม่มี แล้วไปนอนตามฟุตปาธกัน หาโรงเรียนเล่าเรียนไม่มี มันแน่นกันไปหมด สร้างโบสถ์นี่มันหลายล้าน นานๆจะมีพระมาบวช สร้างเมรุก็นานๆ จะมีศพมาเผา

นี่คือวิธีการคิดเพื่อส่วนรวมของพระอย่างหลวงพ่อคูณ แม้จะมีคนตำหนิท่านอยู่บ้างว่า วิธีการที่ท่านใช้ ไม่เหมาะสม พาชาวบ้านลุ่มหลงงมงายอยู่กับวัตถุมงคล แต่ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา จวบจนถึงกาลที่ท่านมรณภาพ หลวงพ่อคูณได้แสดงให้เห็นแล้วว่า สิ่งที่ท่านทำ มาจากกุศลเจตนาของท่านจริงจริง ไม่ได้มีเรื่องของผลประโยชน์สิ่งอื่นใดแอบแฝงเพื่อตัวของท่านเองนอกไปจากนี้

อีกประการหนึ่ง สิ่งที่จะไม่กล่าวถึงดูจะไม่ได้นั่นก็คือ แม้ว่าท่านจะมรณภาพไปแล้ว ตามอำนาจของกฎพระไตรลักษณ์ที่ไม่มีใครจะต่อสู้หรือแข็งขืนอยู่ได้ แต่พินัยกรรมที่ท่านได้ทำไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ท่านไม่ต้องการเครื่องเกียรติยศใดใดทั้งสิ้น อย่างที่พระซึ่งมีสมณศักดิ์ต่างพากันกวิลหาและแก่งแย่งอยากได้มาครอบครอง

แม้แต่สรีระอันปราศจากวิญญาณ ท่านก็ยังถือเป็นสิ่งที่มีคุณอันอาจบริจาคเป็นทานแก่ผู้อื่นได้ สิ่งนี้เป็นเครื่องที่น่าจะยืนยันให้เราประจักษ์กันได้แล้วว่า หลวงพ่อคูณหรือพระเทพวิทยาคม เป็นพระโดยสมบูรณ์อย่างแท้จริง และได้ประพฤติตนเพื่อให้เกิดสุขะและหิตะประโยชน์แก่ผู้อื่น ดั่งพุทธดำรัสที่ตรัสสั่งทุกประการ

ในที่สุดนี้ ด้วยกุศลบุญทั้งหลายที่หลวงพ่อท่านได้เคยทำไว้ตลอดระยะเวลาที่ครองสมณวิสัย อาตมาคิดว่าคงจะส่งผลเป็นพลวปัจจัยให้หลวงพ่อได้จุติยังสัมปรายภพเบื้องหน้าอันเป็นแดนแห่งสุคติภูมิอย่างไม่ต้องสงสัย จึงขอแสดงความอาลัยกับการจากไปของท่านในครั้งนี้ด้วย…

ที่มาจาก ข่าวสด

ไหว้พระทองที่วัดคลองแดน

9877894444

คลองแดนพื้นที่ทั่วไปเป็นที่ราบลุ่มมีแม่น้ำ ลำคลองเป็นสายหลักในการดำรงชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพ โดยมีลำคลองขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นเขตแดนธรรมชาติที่กั้นระหว่าง อ.ระโนด จ.สงขลา และ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ตำบลนี้จึงใช้ชื่อว่าตำบลคลองแดน มองย้อนกลับไปประมาณเมื่อปีทีผ่านมาของตำบลคลองแดน จากความทรงจำของกระผม สมัยยังเป็นเด็กนักเรียนที่ โรงเรียนวัดคลองแดน พร้อมอุปถัมภ์ คลองแดนเต็มไปด้วยเรือนไม้อายุตั้งแต่ 50-100 ปี มุงด้วยกระเบื้องดินเผาแผ่นบางเฉียบจากเกาะยอ และมีแต่สะพานไม้เคี่ยมทอดยาวตั้งแต่ตลาดทิศตะวันออกจนถึงตะวันตกยาวประมาณ 2 กิโลเมตร เด็กสมัยนั้นไม่ค่อยมีรองเท้าใส่กันนอกเสียจากจะไปในตัว อ. หัวไทร หรือ อ. ระโนด จึงจะใส่กัน เด็กส่วนมากจะเดินเท้าเปล่า สะพานไม้เคี่ยมจะมีเสี้ยนสีดำๆ ถ้าเดินไม่ระวังจะถูกเสี้ยนไม้แทง การเดินเท้าเปล่าบนสะพานตอนเช้ายังเดินแบบสบาย เพราะสะพานยังไม่ร้อน แต่พอช่วงกลางวันแดดจัดๆบนพื้นไม้สะพานร้อนมากจนอาจทำให้พองได้ จึงต้องเดินให้เร็วหรือวิ่งหรือไม่ก็ต้องหลบไป หรือเดินตรงบริเวณที่มีเงาบ้าน บ้านจะสร้างติดสะพาน ทอดยาวเชื่อมติดกันตลอด และมีแนวชายคาบ้านยื่นออกมาเกือบครึ่งสะพาน เมื่อถึงหน้าฝน คลองแดนจะเกิดน้ำท่วมหรือน้ำพะทุกปีทำให้กระดานไม้เคี่ยมหลุดลอยไปกับน้ำทำให้เกิดเป็นร่อง ถ้าเดินไม่ระวังก็ตกร่องหรือลอดร่องสะพาน ต้องเดินงมกันไปตลอดทาง กว่าจะถึงที่หมายก็ใช้เวลานานพอควร จำได้ว่านักเรียนคนไหนที่พลาดตกร่องเสื้อผ้าเปียกก็กลับบ้านไม่ต้องเรียนหนังสือในวันนั้น ก็ได้เล่นน้ำทั้งวันไป สมัยนั้นแต่ละบ้านส่วนมากจะมีเรือพายใช้กัน คลองแดนมีเรือหางยาวที่เป็นเอกลักษณ์ของคนคลองแดนเป็นเรือมาดที่ขุดจากต้นไม้ทั้งต้นตัวเรือจะเรียวสวยงามมาก เป็นเรือรับจ้างวิ่งรับผู้โดยสารจากตำบลต่างๆ และระหว่างอำเภอ ตลอดจนจังหวัดใกล้เคียง เช่น สงขลานครศรีธรรมราช พัทลุง ประมาณได้ว่าเกือบ 100 ลำ ผู้คนเดินเบียดเชียดประมาณได้ว่าน่าจะถึงพันคน ร้านทองเหลืองอร่ามสี่ถึงห้าร้าน โรงสีข้าวเรียงลายตามแนวชายคลองหกถึงเจ็ดโรง ร้านตัดผม ร้านน้ำชาอีกหลายสิบร้าน ร้านข้าวยำขนมจีน เถ้าคั่ว โรงมโนห์รา มีสนามชนโค สนามชนไก่ ที่มีความคึกคักทั้งวันทั้งคืน ท่าเรือและตลาดคลองแดนไม่เงียบเหงาเหมือนสมัยนี้ คลองแดนเป็นเมืองน้ำ ชาวคลองแดนจะต้องยอมรับความจริงในข้อนี้และเมื่อเป็นเมืองน้ำก็ต้องพยายามหาประโยชน์จากทางน้ำ จะขอกล่าวย้อนหลังไปเมื่อหลายสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา เส้นทางการคมนาคมของชาวคลองแดนคือทางเรือ แต่เมื่อถนนสายหัวเขาแดงสร้างเสร็จความสำคัญทางเรือก็เริ่มลดน้อยลงไป ในสมัยก่อนมีเรือหางยาววิ่งจากคลองแดนไประโนด จากคลองแดนไปชะอวด จากคลองแดนไปหัวไทรและปาพนัง จากคลองแดนไปทะเลน้อย

อ้น ระโนด

วีรพงศ์ พรหมมนตรี