Archive for November 18, 2015

กุมารทองพันกว่าองค์กับความศรัทธาของคู่แฝด แจ๊ค-จิลล์

556
สองพี่น้องคู่แฝด แจ๊ค-:จิลล์ ที่ตอนนี้ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นนักสะสมกุมารทอง ไปโดยปริยาย ทั้งคู่สะสมกุมารทองที่บูชามาจากวันสามง่าม จังหวัดนครปฐม ที่วัดนี้มีผู้คนจานวนมากแห่ไปบูชากุมารทองมาเลี้ยงเพราะเชื่อว่าใครที่เช่ากุมารทองของวัดนี้ เองแทบทุกคน

แจ๊ค-จิลล์เล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เขาทั้งคู่มาพบกุมารทองว่า เขาเริ่มจากที่มีเพื่อนมาชักชวนให้ไปไหว้กุมารทองที่วัดสามง่าม วันนั้นที่เขาทั้งคู่ไป ตอนแรกก็ไม่คิดที่จะเช่ามาเลี้ยง เพราะรู้สึกกลัว แต่ก็ลองอธิษฐานดู

จนเมื่อสิ่งที่ทั้งสองอธิษฐานไว้สำเร็จ พวกเขาจึงกลับไปที่วัดสามง่ามอีกครั้ง เพื่อเช่ากุมารทอง๑ องค์ มาเลี้ยง และได้บนบานมาเรื่อยๆ โดยหากประสบความสำเร็จ ก็จะเพิ่มจำนวนกุมารทองที่จะเช่ามากขึ้น จนปัจจุบันเขาทั้งสองมีกุมารทองมากถึง ๑,๓๒๕ องค์ จากที่ได้บนบาน และประสบผลดังหวังในหลายๆ ครั้ง

คู่แฝดแจ๊ค-จิลล์ เล่าว่ากุมารที่เขาเลี้ยงไว้ นอกจากจะช่วยทำให้ธุรกิจ ของเขาดีขึ้นแล้ว ยังช่วยเหลือในเรื่องครอบครัวหลายๆ ครั้ง และสิ่งที่ทำให้เขายิ่งเชื่อมากขึ้นนั่นคือ ภาพจากกล้องวงจรปิดว่ามีสิ่งของบางอย่างตกลงมาเอง

โดยไม่สามารถหาสาเหตุได้ ซึ่งสร้างความน่าแปลกใจให้ทั้งสองมาก แต่จากที่เล่ามาทั้งหมด แจ๊คและจิลล์ ขอย้ำเพิ่มเติมว่าทุกอย่างจะดี ขึ้นได้นั้นขึ้นอยู่กับตัวบุคคลด้วย เช่น หากจะทำธุรกิจแต่ไม่คิดที่จะหาความรู้ เอาแต่รอให้กุมารทอง หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คอยช่วยเหลือ ก็คงไม่ประสบความสำเร็จ และหากว่าใครคิดจะเลี้ยงแล้ว ก็ต้องเลี้ยง และดูแลให้ดี อย่าขอเกินตัว อย่างไรก็ตาม เรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิถือเป็นความเชื่อส่วนบุคคล เพราะบางเรื่องไม่สามารถพิสูจน์ได้ ดังนั้นจะเชื่อหรือไม่ก็ไม่ควรลบหลู่

เหรียญหล่อ หลวงพ่อห้อง วัดช่องลม

991
เหรียญหล่อโบราณของจังหวัดราชบุรีที่โด่งดังมากๆ และค่อนข้างหายากก็คือเหรียญหล่อของหลวงพ่อห้อง วัดช่องลม ท่านเป็นพระสงฆ์ที่ชาวราชบุรีเคารพนับถือมาก

ปี พ.ศ.2465 หลวงพ่อห้อง วัดช่องลม ได้อนุญาตให้สร้างเหรียญรูปเหมือนของท่านตามที่คณะศิษย์ได้ขออนุญาต โดยมีทั้งเหรียญหล่อ และเหรียญปั๊ม เป็นรูปท่านนั่งสมาธิเต็มองค์ทั้งสองแบบ ส่วนเหรียญปั๊มด้านหน้ามีอักษรไทยเขียนว่า “ว,ช,ล,” อันหมายถึง วัดช่องลม เหรียญนี้เป็นเหรียญนิยมของจังหวัดราชบุรี และมีประสบการณ์ต่างๆ มากมาย ปัจจุบันหาของแท้ๆ ยาก สนนราคาค่อนข้างสูง

พระกริ่งหนองแส หลวงปู่กลีบ วัดตลิ่งชัน

1120
พระกริ่งสายวัดสุทัศน์ ที่สร้างแบบพระกริ่งหนองแสในเมืองไทย ก็คือพระกริ่งของหลวงปู่กลีบ วัดตลิ่งชัน วันนี้ก็เลยจะมาพูดถึงหลวงปู่กลีบและพระกริ่งหนองแส ซึ่งเป็นพระกริ่งเก่าที่ยังมีสนนราคาแพงมากนัก และยังเป็นพระกริ่งที่มีเชื้อสายของวัดสุทัศน์

หลวงปู่กลีบ เกิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2419 ที่บ้านคลองชักพระ อ.ตลิ่งชัน กทม. โยมบิดาชื่อสิงห์ โยมมารดาชื่อห่วง ต่อมาได้อุปสมบทที่วัดตลิ่งชัน โดยมี พระอธิการม่วง วัดเจ้ากรับ หรือที่ปัจจุบัน เรียกว่าวัดนายโรง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอมรเมธาจารย์ (เข้ม) วัดมหาธาตุ พระอาจารย์เทศ วัดกัลยาณมิตร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลังจากอุปสมบทได้ 3 พรรษา ก็ขออนุญาตพระอุปัชฌาย์มาจำพรรษาที่วัดมหาธาตุเพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม 1 พรรษา แล้วจึงได้ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดสุทัศน์ เพื่อศึกษาพระปริยัติและมูลกัจจายน์ และได้ศึกษากับสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ด้วย จนถึงปีพ.ศ.2448 เจ้าอาวาสวัดตลิ่งชัน ว่างลง พระครูธรรมจริยาภิรมย์ เจ้าอาวาสวัดคฤหบดี ได้พิจารณาเห็นว่าพระภิกษุกลีบเป็นพระที่มีพรรษายุกาลและมีคุณสมบัติที่จะสั่งสอนพระภิกษุ สามเณรได้ จึงเสนอ แต่งตั้งให้พระภิกษุกลีบมาเป็นเจ้าอาวาสวัดตลิ่งชัน ตั้งแต่นั้นมา

หลังจากที่ได้ครองวัดแล้วหลวงปู่ก็ยังคงแวะเวียนมาที่วัดสุทัศน์เสมอมา เนื่องจากท่านนับถือในองค์สมเด็จพระสังฆราช (แพ) มาก และต่อมาก็ได้สนิทสนมกับท่าน เจ้าคุณศรี (สนธิ์) เป็นอย่างมาก หลวงปู่กลีบได้บริหารวัดตลิ่งชันจนเจริญขึ้นเป็นลำดับ จนถึงปี พ.ศ.2454 ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบล และในปี พ.ศ.2467 ก็ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรที่ พระครูทิวากรคุณ ตำแหน่งเจ้าคณะหมวด ในปีพ.ศ.2469 ก็ได้รับแต่งตั้งให้ เป็นพระอุปัชฌายะ หลวงปู่กลีบท่านมรณภาพในปี พ.ศ.2501 สิริอายุได้ 82 ปี พรรษาที่ 62

หลวงปู่กลีบได้สร้างพระเครื่อง-วัตถุมงคลไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งสงครามอินโดจีน โดยลูกศิษย์ลูกหาของท่านได้ตัดเสื้อกั๊กบ้าง ผ้าประเจียดบ้าง มาขอให้ท่านลงอักขระให้ ท่านก็กรุณาลงให้ บ้างก็นำแผ่นโลหะมาให้ท่านช่วยทำตะกรุดให้บ้าง ในครั้งนั้นปรากฏว่ามีผู้ได้รับประสบการณ์ถูกยิงไม่เข้า ต่อมาในปี พ.ศ.2479 หลวงปู่มีอายุครบ 60 ปี คณะศิษย์จึงขออนุญาตหลวงปู่จัดทำบุญแซยิด และได้สร้างเหรียญรูปท่าน และแหวนมงคล 8

ต่อมาในปี พ.ศ.2494 หลวงปู่ก็ได้ปรึกษากับท่านเจ้าคุณศรี (สนธิ์) เรื่องหาปัจจัยสร้างมณฑปที่ยังค้างอยู่ ท่านเจ้าคุณศรี(สนธิ์) จึงได้แนะนำให้สร้างพระกริ่ง โดยใช้พิมพ์ของพระกริ่งหนองแสเป็นแบบ และได้กำหนดเอาวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ.2494 ทำพิธีหล่อโดยใช้ชนวนพระกริ่งของวัดสุทัศน์ที่ท่านเจ้าคุณศรี (สนธิ์) มอบให้และทองชนวนของหลวงปู่กลีบมาเทหล่อหลังจากที่ทำพิธีที่วัดสุทัศน์เสร็จแล้ว หลวงปู่ก็ได้นำกลับมาปลุกเสกเดี่ยวอีกหนึ่งพรรษา จึงนำมาแจกในปี พ.ศ.2495 พระกริ่งรุ่นนี้หล่อตันแล้วจึงนำมาเจาะรูบรรจุเม็ดกริ่ง และอุดด้วยทองชนวน วรรณะออกสีเหลืองอมเขียว ผิวสีน้ำตาลอ่อน

ที่มาจากข่าวสด : แทน ท่าพระจันทร์

พระหลวงพ่อหมอ กรุมหากัณฑ์ จ.ลพบุรี

44998

เป็นพระเครื่องพุทธศิลป์แบบลพบุรีบริสุทธิ์ ส่วน “กรุมหากัณฑ์” นั้นเป็นชื่อจริงของเจ้าของที่ดินที่พบพระพิมพ์ดังกล่าว อนึ่งคำว่า “พุทธศิลป์ลพบุรี” หมายถึงพระพิมพ์หรือโบราณวัตถุที่สร้างขึ้นตามแบบอย่าง “ช่างขอม” ที่ทำตามคติพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานหรือพราหมณ์-ฮินดู

โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบบอย่างขอมนำเข้ามาจากประเทศกัมพูชา ซึ่งครั้งหนึ่งขอมเคยเข้ามาเป็นใหญ่ในดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา โดยตั้งราชธานีอันเป็นเมืองอุปราชอยู่ที่ลพบุรี ถึงแม้ศิลปะลพบุรีจะได้รับอิทธิพลโดยตรงจากขอมแต่มีรายละเอียดที่ เป็นของตัวเองเช่นกัน

“พระสกุลลพบุรี” นั้น ต้องยอมรับว่าช่างผู้แกะพิมพ์มีเชิงช่างชั้นสูงเป็นครู จะหา สมัยศิลปะอื่นมาเปรียบเทียบได้ยาก ลักษณะของพระสมัยลพบุรีทำพระเกศมาลาเป็น ตุ่ม บางครั้งทำแบบฝาชีครอบบ้างหรือที่สวมจีโบ (มงกุฎ) อย่างเทวรูปบ้าง บางครั้งก็ทำเป็นดอกบัว และเป็นกลีบรอบๆ ผมหวีก็มี แต่ที่เป็นเอกลักษณ์ของพุทธศิลป์ยุคนี้คือพระพักตร์ที่เข้มขรึมมีอำนาจอย่างยิ่ง

ในพื้นที่ขุดพระหลวงพ่อหมอ เชื่อกันว่าเดิมที่เป็นวัดร้างมาก่อน เพราะปรากฏว่ามีเนินดินอยู่หลายแห่ง ซึ่งน่าจะเป็นสถูปโบราณที่ปรักหักพังไปหมดแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่มีโบราณสถานเหลืออยู่แต่เมื่อขุดลงไปแล้วจะพบฐานเจดีย์เก่า ซึ่งเป็นอิฐเรียงกันเป็นระเบียบเรียบร้อยดี จึงรู้ว่าเนินต่างๆ เหล่านี้คือสภาพของวัดโบราณที่หมดสภาพวัดไปแล้ว

คนลพบุรีส่วนใหญ่เข้าใจว่า เป็นอาณาเขตของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ซึ่งเดิมน่าจะมีอาณาบริเวณครอบคลุมบริเวณนี้ด้วย ในบริเวณหมู่บ้านรังสิคุตนี้มีป่าละมุด คนทำสวนเคยได้วัตถุโบราณต่างๆ หลายชนิดรวมทั้งพระพุทธรูปสมัยลพบุรีก็มีผู้เคยได้ไปเช่นกัน

“พระหลวงพ่อหมอ กรุมหากัณฑ์” มีลักษณะเป็นพระเนื้อดิน ปางสมาธิขนาดใหญ่แต่มีลักษณะพิเศษ คือในฝ่าพระหัตถ์ขององค์พระมีเม็ดสมออยู่ ประกอบกับมหากัณฑ์ชอบทำยาสมุนไพรรักษาคนเจ็บที่ยากไร้ คนทั่วไปจึงขนานนามว่า พระหลวงพ่อหมอ ซึ่งแตกกรุมาแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ปีเศษ เป็นพระปางสมาธิ มีความหนา 1 นิ้ว ความสูง 4 นิ้วเศษ กว้าง 3 นิ้วเศษ

“พระหลวงพ่อหมอ” ก็น่าจะเป็นรูปประติมากรรมของพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาพุทธเจ้า ซึ่งโดยปกติจะมีหม้อยาวางอยู่บนฝ่าพระหัตถ์ แต่พระหลวงพ่อหมอมีฝ่าพระหัตถ์ที่มีผลสมอแทน พระไภษัชยคุรุเป็นพระพุทธเจ้าในคติพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน พระไภษัชยคุรุได้รับความเคารพนับถือยิ่งนัก เป็นผลให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงศรัทธาเป็นล้นพ้น ถึงกับได้จารึกสรรเสริญคุณของพระไภษัชยคุรุไว้บนแผ่นดินศิลา เป็นพระที่ทรงคุณค่าและหายากยิ่ง

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา

แนะนำอ่านโดย ชุมนุมพระเครื่อง